Flowers

Just another WordPress.com weblog

การขยายพันธ์โดยการเพาะเนื้อเยื่อ October 22, 2006

Filed under: ดอกหน้าวัว — flowerslover @ 2:42 pm

การเพาะเนื้อเยื่อ

การเพาะเนื้อเยื่อกล้วยไม้หรือที่เรียกกันว่า
“การปั่นตา” เป็นการขยายพันธุ์กล้วยไม้ที่ทำให้ได้ต้นที่มีลักษณะพันธุ์เหมือนเดิมเป็นปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็ว
โดยการนำเนื้อเยื่อจากส่วนต่างๆ ของกล้วยไม้ เช่น ตายอด ตาข้าง ปลายใบอ่อน มาเลี้ยงด้วยอาหารสังเคราะห์
ในสภาพปลอดเชื้อและมีการควบคุมสภาพแวดล้อม เช่น แสง อุณหภูมิ ให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตต้นที่ได้จากการขยายพันธุ์วิธีนี้อาจมีโอกาสกลายพันธุ์ไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงแต่ก็พบได้ยาก

ระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงนำไปปลูกได้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 10 เดือน
แต่ส่วนใหญ่จะใช้เวลานานกว่านี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของกล้วยไม้ ความสมบูรณ์ของหน่อ เทคนิคในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
สูตรอาหารสังเคราะห์ และสภาพแวดล้อม ขั้นตอนสำคัญในการเพาะเนื้อเยื่อกล้วยไม้ พอสรุปได้ดังนี้

·       
เลือกชิ้นส่วนของกล้วยไม้ที่มีเนื้อเยื่อเจริญที่สามารถพัฒนาเป็นต้นอ่อนได้
เช่น กล้วยไม้สกุลหวายใช้หน่ออ่อน ตาข้าง ตายอด ดอกอ่อน
กล้วยไม้คัทลียาใช้หน่ออ่อน ตาข้าง ตายอด ปลายใบอ่อน
กล้วยไม้สกุลแวนด้าและลูกผสมใช้ยอดอ่อนที่มีตาข้างและตายอด ช่อดอกอ่อน เป็นต้น

·       
ฟอกฆ่าเชื้อที่ผิวชิ้นส่วนกล้วยไม้ให้ปลอดเชื้อจุลินทรีย์ก่อนตัดส่วนเยื่อเจริญออกไปเพาะเลี้ยง

·       
การเลี้ยงชิ้นส่วนหรือตาในระยะแรก เมื่อฟอกฆ่าเชื้อแล้วใช้มีดเจาะตาขนาดเล็กไม่เกิน
0.5 เซนติเมตร นำไปเลี้ยงในอาหารเหลวหรืออาหารแข็งสูตรที่เหมาะสม ตาจะมีโปรโตคอร์ม
(
protocorm) สีเขียวแตกออกมารอบๆ
ระยะนี้ต้องเปลี่ยนอาหารทุกสองสัปดาห์

·       
การเพิ่มจำนวนโปรโตคอร์มโดยคัดเลือกโปรโตคอร์มที่เป็นก้อนกลมไม่มีใบยอด
ไปเลี้ยงในอาหารสูตรที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มจำนวนโปรโตคอร์ม
ถ้าโปรโตคอร์มพัฒนาเป็นยอดต้องตัดยอดทิ้งเพื่อให้เกิดการแตกโปรโตคอร์ม

·       
การเลี้ยงโปรโตคอร์มให้เป็นต้น เมื่อได้จำนวนโปรโตคอร์มตามต้องการแล้ว
ย้ายไปเลี้ยงในอาหารแข็งสูตรที่เหมาะสม ให้โปรโตคอร์มแต่ละหน่วยเจริญเติบโตเป็นต้นกล้ามีใบยอดและราก
เมื่อต้นสูงประมาณ

2-3 เซนติเมตร
ก็คัดแยกแต่ละต้นย้ายไปเลี้ยงในวุ้นอาหารสูตรถ่ายขวดประมาณ
50 ต้นต่อขวด เพื่อให้เจริญเติบโตแข็งแรง พร้อมที่จะนำออกปลูกภายนอกได้

powered by performancing firefox

 

หน้าวัว…ไม้ตัดดอกอนาคตไกล

Filed under: ดอกหน้าวัว — flowerslover @ 2:20 pm
หน้าวัว…ไม้ตัดดอกอนาคตไกล


หน้าวัว…ไม้ตัดดอกอนาคตไกล

          หน้าวัวเป็นไม้ดอกเมืองอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ 
ปัจจุบันการปลูกหน้าวัวในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น  มีการปรับปรุงพันธ์ใน
ประเทศ และมีการนำพันธ์ใหม่ๆ  เข้ามาจากต่างประเทศ ทำให้เกิดความหลากหลายในด้านรูปแบบ
สีสัน และขนาดดอกจึงทำให้ตลาดมีความต้อง
การ
มากขึ้น 
แต่การผลิตดอกคุณภาพดีในประเทศไทย  ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดจึงทำให้ราคาของหน้าวัวเป็นที่ดึงดูดใจเป็นอย่าง
มาก เพราะดอกที่มีคุณภาพและมาตรฐานตรงกับความต้องการของตลาด  อาจจะได้ราคาถึงดอกละ
15-30 บาทการปลูกดอกหน้าวัวเป็นอีกทางเลือก
หนึ่งสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกไม้ดอก
เพราะสามารถปลูกได้ทั่วประเทศ  ถ้ามีระบบการจัดการภายในโรงเรือนที่ดี
  นอกจากการปลูกก็เป็นวัสดุปลูก
ก็เป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น
ปัจจุบันนี้หน้าวัวสามารถทำรายได้จากการปลูกเลี้ยงให้แก่เกษตรกรได้เกือบหนี่งล้านบาทต่อปี  
ในตลาดโลกถือ
ว่าหน้าวัวเป็นไม้ดอกที่ทำรายได้เป็นที่สองกรองจากกล้วยไม้
จากสถานการณ์ดังกล่าวจะเห็นว่าหน้าวัวเป็นไม้ดอกที่ยังมีอนาคตอีกไกล
รู้จักกับหน้าวัว
          หน้าวัว
(Anthurium andraeanum)  จัดเป็ไม้เศษฐกิจที่มีความสำคัญชนิดหนึ่ง
 เป็นที่นิยมทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ    ปัจจุบันมี
พันธุ์ปลูกมากมาย เช่น พันธุ์ดวงสมร ขายนายหวาน ผกามาศ หน้าควาย เปลวเทียน
จักรพรรดิ ซึ่งซึ่งมีอยู่เดิม   นอกจอกนี้ยังมีพันธุ์ปลูกผสมภาย
ในประเทศและที่มีการนำเข้า เช่น พันธุ์ทรอปิคอล มิโดริ แฟนตาเชีย เลดี้เจน
เป็นต้น หน้าวัวเป็นพืชที่ปลูกง่ายออกดอกตลอดทั้งปี   สีสันมีหลาก
หลายที่เหมาะสมในการผลิต
          หน้าวัว 
เป็นไม้ตัดดอกซึ่งมีลักษณะพิเศษดีกว่าไม้ดอกอื่นหลายอย่าง  ดอกบานได้นานมีอายุการใชงานได้หลายวัน   และสีสดสวย
อายุยืน
นานความนิยมใช้ดอกหน้าวัวเป็นไม้ประดับในประเทศไทย แม้จะยังไม่แพร่หลายแต่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ
   ตลอดจนเป็นพืชที่มีแนว
โน้มจะส่งออกไปขายต่างประเทศได้ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส
เป็นต้น
          ไม้ตัดดอกกลุ่มนี้นั้น
ปัจจุบันมี 2 ชนิด ที่สำคัญ คือ หน้าวัว (Anturium andraeanum Hort) และเปลียวเทียน
(Anthurium hybrid)  โดยหน้าวัว
นั้นมีลักษณะจานรองดอกรูปหัวใจ ซึ่งมีร่องน้ำตาเด่นชัด นอกจากนี้ ปลีดอกหน้าวัวยังมักจะทำมุมกับแนวก้านดอกค่อนข้างมาก
สำหรับเปลวเทียน
มีจานรองดอกซึ่งไม่ร่องน้ำตาที่เด่นชัด ทั้งนื้ปลีดอกก็ตั้งขึ้นเป็นแนวเกือบตรงต่อจากก้านดอก
ทำให้จานรองดอกโอบปลีไว้พองาม
ข้อมูลสำหรับผู้สนใจการปลูก
          หน้าวัวเป็นพืชที่ไม่ชอบแดดจัด
และลมโกรก ต้องการความชื้นสูง ต้องการแสง 20- 30% หรือร่มประมาณ 70 – 80%
  จำเป็นต้องปลูกในโรง
เรือนมีน้ำบริบูรณ์  วัสดุปลูกหน้าวัวควรเป็นวัสดุโปร่ง  อุ้มน้ำหรือเก็บความชื้นได้ดี
ยึดรากและลำต้นได้และการย่อยสลายหรือผุสลายช้า โดยทั่วๆ
ไปใช้อิฐมอญ ถ่าน กาบมะพร้าว หรือใบไม้ผุ ปุ๋ยคอก แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาวัสดุปลูกที่เหมาะสมหาได้ง่ายในท้องถิ่นทดแทน
        ก่อนปลูกหน้าวัว ต้องทำโรงเรือนที่คลุมหลังคาด้วยพลาสติก
พรางแสงหรือซาแลน (ตาข่ายช่วยพรางแสง) ขนาด 70%  2  ชั้น   เพื่อให้ภายใน
โรงเรือนมีความเข้มของแสงอยู่ประมาณ  20 – 25%  หรือวัสดุอื่นๆที่ทำได้
ง่ายและเหมาะสมในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ ทางมะพร้าว ในกรณีนี้ต้นทุนจะ
ต่ำ แต่อายุการใช้งานสั้น การดูแลจะเพิ่มมากขึ้น
        วัสดุสำหรับปลูกหน้าวัวลงแปลง
ประกอบด้วย
        ชั้นล่างสุด ใช้ทรายหยาบ
หนาประมาณ 3 นิ้ว
        ชั้นที่สอง ใช้อิฐทุบ
ทุบให้ได้ขนาด 1 – 2 นิ้ว ใส่ในแปลง 2 – 3 นิ้ว
        ชั้นที่สาม ใช้วัสดุปลูกหน้า
2 นิ้ว
        วัสดุปลูก
        1. เศษไม้บด หรือใบจามจุรี
หรือขี้นเลื่อย ไม้เบญจพรรณ จำนวน 5 ส่วน
        2. ขุยมะพร้าว จำนวน
1 ส่วน
        3. ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก
จำนวน 1 ส่วน
        4. ปูนขาวเล็กน้อย (1
กระป๋องนม/ปริมาตรส่วนผสม 1 ลูกบาศก็เมตร)
        วัสดุปลูก ต้องปลูกหรือผสมกองไว้นานๆ
จนไม่มีความร้อนในกองวัสดุแล้วจึงนำวัสดุ มาโรยบนแปลง
        หมายเหต กำลังเปลี่ยนแปลงเป็นใช้ถ่านจากแกนซังข้าวโพดแทนวัสดุทั้งหมด
        วิธีการปลูกหน้าวัว
        ขนาดแปลงกว้างประมาณ
 1.70  เมตร  กั้นขอบแปลงสูงประมาณ 30 ซ.ม.  นำต้นหน้าวัวลงปลูก  ระยะระหว่างต้น
ระหว่างแถว 25 – 30 X 25 –
30 ซ.ม.  ปลูกแบบสับหว่าง 1 แปลง สามารถปลูกได้ 4 แถว
 การปลูกต้องปลูกโดยให้โคนต้นชิดเครื่องปลูก   และให้รากแผ่กระจายบนเครื่องปลูก
ถ้าเป็นต้นพันธุ์ที่โต
 ก่อนปลูกต้นหน้าวัวลงแปลงต้องใช้ลวดขึงแปลงตามยาวก่อนแล้ว   จึงปลูกต้นหน้าวัวปลูกการปลูกหน้าวัวอย่าให้วัสดุปลูกทับ

ถมยอดหน้าวัว เพราะจะทำให้ต้นหน้าวัวเน่าตายได้
แล้วยึดต้นหน้าวัวติดกับลวดที่ขึงไว้เพื่อให้ต้นหน้าวัวล้มหลังจากนำเศษกิ่งไม้ขนาด
3 – 4 นิ้ว
ตัดเป็นท่อนขนาดกว้างของแปลงปลูกใส่ไว้ระหว่างแถวปลูกต้นหน้าวัวเพื่อให้รากเกาะยึด
        การปลูกในกระถาง
        ใช้กระถางขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
3 – 12 นิ้ว  ขึ้นอยู่กับขนาดต้นที่แยกปลูกใส่วัสดุปลูกลงในกระถางประมาณ
 1  ใน 3 ส่วน วางต้นหน้าวัวลง
บนวัสดุปลูก แผ่รากให้กระจายแล้วเติมเครื่องปลูกให้ระดับต่ำกว่าปลายยอด
ประมาณ 2 ซ.ม. หรือเต็มกระถาง
        การให้น้ำ
        ควรให้น้ำระบบสปริงเกลอร์
 หรือระบบน้ำเหวี่ยงเพื่อช่วยรักษาระดับความชื้นในโรงเรือนให้สม่ำเสมอ   
ปกติจะให้น้ำวันละ 2 ครั้ง ซึ่งจะใช้
ครั้งละ 10 – 15 นาที ถ้าอากาศมีสภาพแห้ง  อุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส
ควรให้น้ำทันที
        การให้ปุ๋ย
        โดยทั่วไปจะให้ปุ๋ยผสมเอง
คือปุ๋ยสูตร 10 -10-30 และหว่านกระดูกป่นเล็กน้อย 2-3 เดือน /ครั้ง อาจจะเสริมด้วยปุ๋ยทางใบเล็กน้อย
 หรืออาจ
แบ่งการให้ปุ๋ย ดังนี้
        – ควรให้ปุ๋ยสุตรเสมอ 15-15
-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 1 ช้อนชา/ต้น/เดือน
        – ปุ๋ยละลายช้าสูตรเสมอ 3
– 6 เดือน
        – ปุ๋ยเกล็ดละลายสูตร 15-30-15
หรือ 16-21-27 หรือ 13-13-20 อัตรา 20-40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเสริมให้ทุก
15 – 20 วัน
        การตัดแต่ง
        การตัดใบ เพื่อให้ใบได้รับแสงเพียงพอทั่วทุกต้น
ควรตัดใบล่างออก 1   ใบทุกครั้งเมื่อตัดออก ไว้ใบให้ติดต้นประมาณ
3-4 ใบ ไม่ควรตัดใบ
ที่ห่อก้านดอก เพราะจะทำให้ดอกเหี่ยว นอกจากนี้ควรตัดใบทีเป็นโรคทิ้งด้วย
         ศัตรูและการป้องกันกำจัด


การขยายพันธุ์หน้าวัว

การขยายพันธุ์หน้าวัวเพื่อเพิ่มปริมาณนั้นแบ่งออก 2 วัตถุประสงค์ด้วยกัน
คือ
           1. การขยายพันธุ์หน้าวัว
เพื่อเพิ่มปริมาณพันธุ์ดี
วิธีนี้ขยายพันธุ์ให้ได้ต้นพันธุ์ใหม่ มีลักษณะเหมือนต้นเดิมทุกประการ
  มี่หลายวิธี
ด้วยกันคือ
           การตัดยอด
โดยการตัดยอดต้นที่มีความสูงเกินความต้องการตัดให้มีใบติดประมาณ 4 – 5
ใบ นำไปปักชำในที่ที่มีความชื้นสูง เมื่อรากงอก
แล้วจึงย้ายไปไว้ในที่โรงเรือนตามปกติ
           การแตกหน่อ
โดยการแยกหน่อทีเกิดจากต้นแม่เดิมที่มีขนาด  3 – 6 นิ้ว ไปปักชำในทีมีความชื้นเมื่อตั้งตัวดีแล้วจึงนำไปปลูกในโรงเรือน
ปลูกเลี้ยงตามปกติต่อไป วิธีนี้นิยมใช้กับพันธุ์ที่แตกกอง่าย หรือพันธุ์ที่เหมาะที่เป็นไม่กระถาง

           การปักชำ
หรือการตัดต้นชำ นิยมใช้กับหน้าวัวที่มีอายุมากแล้วนำมาตัดเป็นท่อนๆ ใช้มีข้อ
3 – 4 ข้อ  วางนอนหรือทำมุมกับวัสดุปลูก 30-40
องศา โดยใช้วัสดุปลูกที่มีความชื้นสูง ประมาณ 2 – 3 เดือน
จะได้ต้นหน้าวัวต้นใหม่งอกออกมาจากข้อของลำต้นเดิม
ก็จะทำการแยกไปปลูกโดยปฏิ บัติเช่นเดียวกับการ แยกหน่อ
สำหรับท่อนพันธุ์เดิมถ้าทิ้งไว้ต่อไปจะทำให้ได้หน่อชุดใหม่เกิดมาอีก   
ถ้านำไปปลูกทั้งท่อนพันธุ์เดิมก็สามารถพัฒ
นาเป็นส่วนหนึ่งของลำต้นใหม่ได้ต่อไป
           การเพาะเนื้อเยื่อ
เป็นวิธีต้องปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ เป็นการขยายต้นพันธุ์ดีในเชิงการค้า
ซึ่งต้องการต้นพันธุ์ดีในปริมาณมากๆ ซึ่งมีขั้น
ตอนต่างๆ คือ
           1.
คัดเลือกต้นที่มีลักษณะเหมาะที่จะทำพันธุ์การค้า ไม้ตัดดอก หรือไม้กระถาง
           2.
นำใบอ่อนมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปเลี้ยงในอาหารแข็งที่จัดเตรียมไว้

           3.
กระตุ้นให้เกิด Callus และทำการขยายก้อน Callus จนได้ปริมาณที่พอใจ
           4.
กระตุ้นให้เกิดต้นอ่อนและรากต่อไป แล้วแยกต้นกล้าเลี้ยงในอาหารแช็งพร้อมทั้งตัดยอดขยายเพิ่มปริมาณไปเรื่อยๆจนได้ปริมาณตาม
ความต้องการ
           5.
เมื่อได้ปริมาณพอแล้วจึงนำออกชำในวัสดุที่มีความชื้นสูงนอกห้องปฏิบัติการ
เมื่อแข็งแรงดีแล้วให้ย้ายไปปลูกเลี้ยงในโรงเรือนปกติต่อ
ไป
           2.การขยายพันธุ์หน้าวัวเพื่อปรับปรุงพันธุ์
วิธีนี้จะทำการเพิ่มจำนวนหน้าวัวโดยใช้วิธีผสม พันธุ์และเพาะเมล็ดให้ได้ต้นใหม่ที่มีความ
แตกต่างจากต้นเดิม สามารถทำได้ดังนี้
           วิธีสร้างลูกผสมหน้าวัวสายพันธุ์ใหม่

           การพัฒนาพันธุ์หน้าวัวพันธุ์การค้าปัจจุบันเป็นพันธุ์ลูกผสมที่เกิดจากการผสมพันธุ์ทั้งสิ้น
   ทั้งพันธุ์ที่มีอยู่เดิม และพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่าง
ประเทศ ถึงแม้จะมีหลากหลายพันธุ์ก็ตาม แต่ก็ยัง จำเป็นที่ต้องสร้างพันธุ์ใหม่ขึ้นมาทดแทนของเดิม
  ซึ่งอาจจะมีลักษณะที่ล้าสมัยลงไป ทั้งนี้เพราะ
การใช้ดอกหน้าวัวต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เป็นลักษณะแฟชั่น เช่นเดียวกับไม้ดอกกับชนิดอื่นจะ
ต้องมีการสร้างพันธุ์ที่มีลักษณะแปลกใหม่ตรง
กับความต้องการของผู้ใช้อยู่เสมอ ซึ่งวิธีการสร้างลูกผสมใหม่ที่นิยมกัน
คือการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดเท่านั้น เพราะลูกผสมที่ได้จะมีความแปรปรวน
ทาง กรรมพันธุ์สูง ทำให้มีความแตกต่างมากมาย    ซึ่งจะนำมาใช้เป็นฐานพันธุกรรมในการ
พัฒนาพันธุ์ต่อไป ตลอดจนถ้าได้ต้นที่มีลักษณะดีเด่น
เป็นที่น่าพอใจก็ใช้เป็นต้นแม่พันธุ์โดยวิธี เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อใช้ปลูกในเชิงธุรกิจต่อไปได้

           การสร้างลูกผสมหน้าวัวสายพันธุ์ใหม่มีวิธีการดังนี้
          1. การผสมเปิด
 เป็นการผสมพันธุ์โดยการนำต้นแม่พันธุ์ดี    ซึ่งมีลักษณะที่ต้องการมาผสม
  กับเกสรต้นพ่อพันธุ์ซึ่งเก็บมาจากหลายๆ สาย
พันธุ์ ทั้งนี้เพื่อจะให้มีการกระจายตัวของพันธุกรรมมาก
เพื่อให้ลักษณะบางลักษณะซึ่งอาจซ่อนอยู่ในต้นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มีโอกาสแสดงได้มากเมื่อ
ได้ต้นลูกผสม แล้วจึงคัดไปขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หรือใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ต่อไป
           ข้อดี
           สามารถได้ลูกผสมพันธุ์ใหม่จำนวนมาก
  และมากมายหลายชนิดในลูกชุดเดียวกัน       ลักษณะแปลกใหม่ซึ่งซ่อนอยู่มีโอกาสแสดงออกมา
สามารถนำไปใช้ปรับปรุงพันธุ์ได้ เป็นอย่างดี
            ข้อเสีย
           ไม่สามารถสืบประวัติต้นพ่อพันธุ์ได้โดยง่าย
อย่างไรก็ตามข้อเสียอันนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งเสียหายสำหรับหน้าวัวซึ่งมีความต้องการให้เกิดลักษณะ
แปลกใหม่อยู่เสมอ  เป็นการใช้งานในลักษณะแฟชั่น ซึ่งต้องการความหลากหลายของลักษณะหลายๆ
อย่างมาอยู่ในต้นเดียวกันอย่างพอเหมาะพอ
ดี
          2. การผสมโดยคัดเลือกต้นแม่และต้นพ่อพันธุ์
เป็นการผสมโดยนำต้นแม่พันธุ์ พ่อพันธุ์ซึ่งถูกคัดเลือกมาผสมพันธุ์กัน  ทั้งนี้
  โดยคาดหวัง
ว่าจะได้ลักษณะที่ดีเด่น ทั้งจากต้นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์มาอยู่ในต้นเดียวกันที่เป็นลูกผสมต้นใหม่แล้วจึงคัดเลือกเพื่อไปใช้เป็นต้นแม่พันธุ์ขยาย
พันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื่อเยื่อต่อไป
          ข้อดี
          สามารถอนุมานโดยคร่าว
ๆ ได้ว่าลูกผสมต้นใหม่น่าจะมีลักษณะอย่างไร
          ข้อเสีย
          ขาดความหลากหลายของบางลักษณะที่มีอยู่อีกจากหลายต้นซึ่งก็จะเป็นลักษณะที่
ต้องการเช่นกัน

วิธีดำเนินการ

          1. คัดเลือกต้นพ่อแม่พันธุ์
ทำการคัดเลือกต้นพ่อแม่พันธุ์ที่มีลักษณะดี จากแหล่งต่างๆ มาปลูกรักษาไว้เพื่อใช้สำหรับเป็นต้นพ่อแม่พันธุ์
ซึ่ง
แต่ละพันธุ์แต่ละต้นจะมีลักษณะดี   และด้อยแตกต่างกันไป
   บางต้นสีดีถูกใจแต่ลักษณะดอกไม่สวย  ตรงกันข้ามกับบางต้นลักษณะดอกสวย
แต่ ลักษณะการเจริญเติบโตไม่ดี หรือสีไม่สวยถูกใจเหล่านี้เป็นต้น ควรจะมีการเก็บต้นพ่อ
ต้นแม่ไว้หลายๆ ลักษณะ เพื่อคัดเลือกลักษณะผสมกันชด
เชยกันในการสร้างลูกผสมต่อไป
          ตัวอย่างพ่อแม่พันธุ์ต่างประเทศที่สามารถรวบรวมได้
 เช่น  ทรอปิคอล  เลดี้เจน ฟลอริด้า แคร์ ชมพูฮออลแลนด์ล
ตัวอย่างพ่อแม่พันธุ์ไทย
ทั่ว ๆ ไป เช่น แคระภูเก็ต ดวงสมร ขาวนายหวาน ผกามาศ
          2. เก็บเกสรตัวผู้จากต้นที่ใช้เป็นต้นพ่อ
โดยจากปลีดอกที่เปลี่ยนสีหมดแล้วประมาณ 1 – 2 อาทิตย์ จะเห็นละอองเกสรตัวผู้เป็นผงสีครีมหรือ
เหลืองติดอยู่ที่ยอดของดอกตัวผู้ ทำการรวบรวมโดยใช้พู่กันปัดลงในภาชนะที่ใช้รวบรวมได้ปริมาณพอแก่ความต้องการแล้ว  
จึงนำไปผสมต่อไป
          3. นำละอองเกสรที่ได้ป้ายลงบนยอดเกสรตัวเมีย    ต้นแม่ที่พร้อมผสมโดยใช้พู่กันชุบน้ำ
 แล้วแตะที่ละอองเกสรตัวผู้นำมาป้าย ลงบนยอด
เกสรตัวเมียที่พร้อมจะผสมโดยสังเกต  ลักษณะการเปลี่ยนสีที่ปลี   บริเวณที่ปลีดอกเปลี่ยนสีคือ
ยอดเกสรตัวเมียซึ่งพร้อมผสมเมื่อป้ายตัว ผู้ลงบน
ยอดเกสรตัวเมียแล้วถือว่าเสร็จสิ้นการผสมพันธุ์ ควรจะหาถุงพลาสติกหรือถุงกระดาษไขคลุมไว้
7 – 10 วันเพื่อป้องกันการย้ายละอองเกสรจากต้น
ที่ไม่ต้องการผสมอีก ในกรณีที่ต้องการผสมแบบรู้พ่อ-แม
          4. หลังจากนั้นประมาณ
3 – 4 เดือนเมล็ดจะแก่ พร้อมนำไปเพาะเมื่อเมล็ดแก่เต็มที่จัด การล้างทำความสะอาดโดยเอาเยื่อหุ้มเมล็ดออกนำไป
เพาะต่อ
          5. นำไปเพาะลงบนวัสดุเพาะซึ่งใช้อิฐทุบแช่น้ำ
การเพาะต้องเตรียมอิฐทุบขนาด1/2-1นิ้ว แช่น้ำไว้ 1 – 24 ชั่วโมง    นำอิฐทุบใส่ลงในกระถาง
ดินเผาประมาณ 1/3 ของกระถาง จากนั้นนำเมล็ดหน้าวัวที่ได้หว่านลงไปบนอิฐทุบนั้นๆ
พยายามกระจายทั่วๆพื้นที่ผิวบนวัสดุเพาะ
          6. หลังจากนั้นใส่ลงในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ภายในหล่อน้ำประมาณ
1 ซม. ปิดปากถุง นำไปเก็บไว้ในร่มรำไรประมาณ 3-4 เดือน
          7. จะได้ต้นกล้าหน้าวัว
ขนาด 1 – 2 นำไปปลูกในกระบะชำซึ่งใช้วัสดุเศษซากพืช หรือ ปุ๋ยหมัก เป็นเครื่องปลูก

          8. เมื่อต้นกล้าอยู่ในกระบะชำอีกระยะเวลา
3 – 4 เดือน จะมีขนาด 4 – 5 นิ้วย้ายลงไป ปลูกในกระถางขนาดเล็ก (3 นิ้ว)
เพื่อเลี้ยงให้แข็งแรง
          9. เมื่อต้นกล้าแข็งแรงดีแล้ว
จึงย้ายลงกระถางใหญ่ขึ้น หรือปลูกลงแปลงเพื่อใช้ในการคัดเลือกหรือตัดดอกต่อไป

การตัดดอกและการปฏิบัติหลังการตัดออก

          การตัดออก 
เริ่มตัดเมื่อปลีเริ่มเป็นสีขาว  จากโคนดอกประมาณครึ่งหนึ่งหรือประมาณ
2 ใน 3 ของปลีดอกเหลือติดกับต้นประมาณ 4-5  ซม.
เพื่อไม่ให้แผลติดเชื้อง่าย    ดอกที่ตัดแล้วควรจุ่มปลายก้านดอกด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อฟายแซน
-20 อัตรา 5 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตรควรแช่ก้านในน้ำสะอาด
และวางในที่ร่ม
          การขนส่ง ระยะใกล้ๆ
ภาชนะที่บรรจุน้ำสะอาด แยกขนาดดอกมัดรวมกัน โดยไม่ให้จานรองดอกเบียดกัน
แล้วจัดใส่ภาชนะบรรจุน้ำสะอาด
สำหรับการขนส่งระยะไกล  จะบรรจุในกล่องกระดาษซึ่งมีถาดกระดาษสำหรับยึดจานรองดอก
  

ประมาณการต้นทุนการปลูกเลี้ยงหน้าวัว
         ขนาดโรงเรือน 20 x 40
เมตร สร้างแปลงปลูกในโรงเรือนขนาด 1.7 x 20 เมตร เว้นระยะทางเดิน 80 ซม.จำนวน
6 แปลงปลูกได้ 5,280 ต้น 
( ระยะ ปลูก 30 x 30 ซม.) ประมาณการค่าวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างโรงเรือน
แปลงปลูก และระบบน้ำ ดังนี้ ่
          1. เสาโรงเรือนใช้เสาปูนขนาด
4 X 4 นิ้ว ยาง3เมตร ระยะห่าง ระหว่างเสา 5 เมตร ใช้เสาจำนวน45ต้น ต้นละ
200 บาท เป็นเงิน 9,00 บาท
          2. ลวดสลิงขนาด
11/2 หุน ขึงทำโคลงหลังคา และยึดเสาใช้จำนวน 600 เมตร ราคา 7,200 บาท
          3. ตาข่ายพรางแสง
ขนาด 70% ยาวม้วนละ 100 เมตร ใช้จำนวน 3 ม้วน 4,500 บาท
          4. อิฐบล็อกกั้นขอบแปลง
1 ชั้น แปลงละ 60 ก้อน ใช้จำนวน 960 ก้อน ราคา 3,400 บาท
          5. ลวดอาบสังกะสีขึงพยุงต้นหน้าวัวในแปลง
ใช้จำนวน 1,400 เมตร ราคา 1,200 บาท
          6. ท่อ PE ขนาด
20 มม. วางในแปลง ใช้จำนวน 320 เมตร ราคา 3,200 บาท
          7. ชุดให้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์
ติดตั้งในแปลง ใช้จำนวน 192 ชุด ราคา 9,600 บาท
          8. อุปกรณ์ประกอบอื่นๆ
เช่น ท่อ PVC ข้อต่อ ข้องอ เทปพันเกลียว ฯลฯ ราคา10,000บาท
          รวมเป็นเงิน
48,100 บาท
          ราคาวัสดุปลูก

          1. ขี้เลื่อย
ราคา 500 บาท
          2. ขุยมะพร้าว
ราคา 300 บาท
          3. ปุ๋ยคอก
ราคา 150 บาท
          4. ปูนขาว
ราคา 50 บาท
          ราคาต้นพันธ์

          ต้นหน้าวัวพันธุ์แท้
ต้นสูง 20 -30 ซม. ต้นละ 60 บาท โรงเรือน ขนาด 20 X 40 เมตร ปลูกได้ 5,280
ต้น ราคา 316,800 บาท

          สรุป
          ประมาณการลงทุน
366,000 บาท ต่อพื้นที่ปลูก 0.5 ไร่ เฉลี่ยตาราง เมตรละ 457 บาท

          ท่านทีสนใจการปลูกหน้าวัว
และการขยายพันธุ์หน้าวัว ติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตลำปาง
หรือสถานี
ทดลองพืชสวนห้างฉัตรเดิม อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง 52190 โทร. 0-5422-0438

 

                                                                                                                               ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตลำปาง
                                                                                                                               ผู้เขียน

powered by performancing firefox

 

นโยบายรัฐ กับพืชสวน พืชดอก October 15, 2006

Filed under: ดอกดาหลา — flowerslover @ 4:15 pm



การปรับปรุงพันธุ์พืชสวนอดีต ปัจจุบัน อนาคต

 จากนโยบายหรือวิสัยทัศน์รัฐบาลไทยในปัจจุบันได้กำหนดเป้าหมายไว้ว่า
“ไทยจะเป็นศูนย์กลางอาหารและสินค้าเกษตรของโลก…….ครัวของโลก”
และกำหนดเป้าหมายให้อัตราการเจริญเติบโตของ GDP ของสาขาพืชเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.13
เป็นอย่างน้อยร้อยละ 3 ต่อปี และรายได้เกษตรกรต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 5 ต่อปี
และส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่า 1 ล้านล้านบาท ให้ได้ในปี 2549 ปัจจุบันพืชสวน (ไม้ผล)
ส่งออก ประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยการผลิตพันธุ์พืชเดิมหรือพันธุ์พืชใหม่ๆ
ต้องผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และปัจจุบันมาตรการภาษี เช่น
มาตรการตามข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า : GATT, องค์การการค้าโลก
(WTO), เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ
ซึ่งมีผลกระทบต่อรัฐบาลไทย คือ 
                    –  ต้องแข่งขันกันในระบบการค้าเสรี สินค้าต้องคุณภาพดี
ราคาไม่สูงมาก จึงจะครองตลาดโลก
                    –  ไทยต้องลดภาษีสินค้าเกษตร 740 รายการ โดยเฉลี่ยร้อยละ 24
ภายในปี 2547 จากเดิมร้อยละ 49 จะลด เหลือที่ระดับร้อยละ 27-40
 


                    –  อาเซียนเสนอลดภาษีเป็น 0% นับจากปี 2546 กับจีน
 

                    –  จีนได้ประกาศลดภาษีเหลือ 0% กับไม้ผล ในเดือนเมษายน 2546
และมีผลใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2546

          ทำให้พืชสวนหลายชนิดมีลู่ทางขยายตัวทางการค้าเพิ่มขึ้น ทั้ง ผัก ผลไม้
ไม้ดอกไม้ประดับ พืชสวนอุตสาหกรรม และสมุนไพร
มีความสำคัญต่อการส่งออกทดแทนพืชเศรษฐกิจเดิมมากขึ้นดังนั้นการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชสวนพันธุ์ดีจะเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศภายใต้ระบบการค้าเสรีรวมทั้งเป็นการพัฒนาให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงขึ้นก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ดีขึ้น
ผู้บริโภคได้สินค้าที่มีคุณภาพตามความต้องการและมีคุณค่าต่อสุขภาพดีขึ้น


การจัดลำดับความสำคัญของพืชสวนในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 – 9
 
          
เนื่องจากพืชสวนที่ได้กำหนดให้เป็นพืชหลัก
และพืชเร่งรัดในการวิจัยและพัฒนาภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่
7 (2535-2539)
มีมากกว่า 100 ชนิด
จึงมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจัดลำดับตามความสำคัญดังนี้

          1.  นโยบาย แยกเป็น
                    –  พืชในแผนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
และกรมวิชาการเกษตร
 

                    –  พืชที่เป็นปัญหาเร่งด่วนของรัฐ
 

                    –  พืชที่มีศักยภาพในท้องถิ่น
          2.  ความสำคัญทางเศรษฐกิจ แยกเป็น
                    –  
มูลค่าการส่งออก
 

                    –  แนวโน้มการขยายตลาดต่างประเทศ
 

                    –  พื้นที่เพาะปลูก
 

                    –  มูลค่าการบริโภคภายในประเทศ
 

                    –  แนวโน้มการขยายตลาดในประเทศ
 

                    –  มูลค่าการนำเข้า
          3.  ศักยภาพการผลิต แยกเป็น
                    –  
การกระจายพื้นที่ปลูกในประเทศ
 

                    –  ความยากง่ายในการผลิต

จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้กำหนดระดับคะแนน และจัดลำดับความสำคัญ เป็น 3
กลุ่ม

          
กลุ่มที่
1
เป็นพืชที่เน้นด้านการวิจัย ได้แก่
ไม้ผล
เช่น มะม่วง มะละกอ ลำไย เงาะ ส้มโอ ทุเรียน ลิ้นจี่ สับปะรด กล้วยไข่
พืชผัก
เช่น พริกขี้หนู มะเขือเทศ ขิง ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี พริกชี้ฟ้า
กระเจี๊ยบเขียว พืชสวนอุตสาหกรรม เช่น มะคาเดเมีย กาแฟอะราบิก้า
กาแฟโรบัสต้า มะพร้าวและปาล์มน้ำมัน
          
กลุ่มที่ 2
เป็นพืชที่เน้นด้านการพัฒนา ได้เแก่ ไม้ผล เช่น ส้มเปลือกล่อน(ส้มเขียวหวาน)
มังคุด องุ่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า องุ่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า มะนาว มะขามหวาน
น้อยหน่า มะขามเปรี้ยว สตรอเบอรี่ ขนุน ฝรั่ง ส้มจุก พืชผัก เช่น แตงกวา
หน่อไม้ฝรั่ง คะน้า ผักกาดเขียวปลี กะหล่ำดอก มันฝรั่ง เห็ด ผักบุ้งจีน ผักกาดหอม
ถั่วลันเตา หอมแดง มะเขือ แคนตาลุป ไผ่ เป็นต้น ไม้ดอกไม้ประดับ เช่น
กล้วยไม้ เบญจมาศ แกลดิโอลัส กุหลาบ หน้าวัว แอสเตอร์ ลิลลี่ ปทุมมา ขิงตัดดอก
คาร์เนชั่น ดาหลา ธรรมโกษา พืชสมุนไพรและเครื่องเทศ เช่น พริกไทย หมาก พลู
กระวานชนิดต่างๆ จันทร์เทศ เร่ว อบเชย และพืชสวนอุตสาหกรรม เช่น
มะม่วงหิมพานต์ ชา โกโก้
          
กลุ่มที่ 3
สินค้าดั้งเดิมที่ควรเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพ ได้แก่ ไม้ผล เช่น
ลองกอง ลางสาด ละมุด กระท้อน มะปรางหวาน ส้มติดเปลือก (ส้มเกลี้ยง) ท้อ ระกำ
อะโวกาโด มะเฟือง กล้วย แฟสชั่นฟรุท แอปเปิ้ล บ๊วย สาลี่ พลับ พลัม เนคทารีน ดูกู
จำปาดะ องุ่น พืชผัก เช่น กุ๋ยช่าย แครอท แตงโม ชาโมเต้ ไม้ดอกไม้ประดับ
เช่น มะลิ หน้าวัว เฟิร์น เยอบีร่า กระเจียว ปาล์มประดับ ลิลลี่ คาร์เนชั่น สะแตติส
โปรเดีย จิปโซฟิลล่า ดาวเรือง เอื้องแซะ กล้วยไม้ดิน สมุนไพรและเครื่องเทศ
เช่น กานพลู ขมิ้น บุก วานิลา ข่า กฤษณา พืชสวนอุตสหกรรม เช่น มันฮ่อ เกาลัด
เก๊กฮวย ไพรีทรัม
          
ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (2540-2544)


มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยเป็นอย่างมากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ส่งผลให้กระบวนการโลกาภิวัตน์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและการเปิดตลาดเสรีทางด้านการค้าของโลกมีมากขึ้น ทำให้เกิดเงื่อนไขใหม่ๆ
ที่เป็นข้อกีดกันทางการค้าตามมา แผนพัฒนาพืช แบ่งออกเป็น 8 แผน คือ
                    1.  แผนพัฒนาไม้ผล ได้แก่ ทุเรียน ส้มโอ สับปะรด ลำไย มังคุด
มะม่วง และส้มเขียวหวาน
                    2.  แผนพัฒนาพืชผักและเห็ด ได้แก่ พริกชี้ฟ้า หน่อไม้ฝรั่ง
พริกขี้หนู ข้าวโพดฝักอ่อน และข้าวโพดหวาน กระเจี๊ยบเขียว มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว
หอมหัวใหญ่ กระเทียม ไผ่ตง และเห็ด
 

                    3.  แผนพัฒนาพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ ได้แก่ พริกไทย ไพล
ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร วนิลา อบเชย บุก ดองดึงส์ เป็นต้น
 

                    4.  แผนพัฒนาหม่อนไหม 
                    5.  แผนพัฒนายางพารา 
                    6.  แผนพัฒนาไม้ดอกไม้ประดับ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มกล้วยไม้
กลุ่มไม้ดอกเมืองร้อน เช่น ธรรมรักษา ดาหลา ขิงแดง ขิงชมพู เอื้องหมายนา
หน้าวัว ปทุมมา กลุ่มไม้ดอกเมืองหนาว เช่น ลิลลี่ คาร์เนชั่น จิปโซฟิลล่า
ไลอะทิส และไม้ดอกกึ่งเมืองหนาว เช่น กุหลาบ เบญจมาศ เยอบีร่ายุโรป
แกลดิโอลัส กลุ่มไม้ดอกและไม้ประดับที่ปลูกในกระถาง เช่น คริสมัส เฟื่องฟ้า
โป๊ยเซียน กุหลาบหิน ดาวเรือง วาสนา ไทร โกสน สาวน้อยประแป้ง แค๊กตัส และหน้าวัว 
                    7.  แผนพัฒนาพืชอุตสาหกรรม ได้แก่ กาแฟ ชา โกโก้ มะคาเดเมีย
 

                    8.  แผนพัฒนามะพร้าว และปาล์มน้ำมัน


สถานการณ์ และความสำคัญของพืชสวนในอดีตถึงปัจจุบัน
สถานการณ์และความสำคัญของไม้ผล

          กรมส่งเสริมการเกษตร
รายงานว่าปริมาณการส่งออกผลไม้สดและผลิตภัณฑ์ใน ปี พ.ศ. 2540 เป็น 865,917 ตัน
และเพิ่มเป็น 1,160,452 ตัน ในปี พ.ศ. 2544 คิดเป็นมูลค่า 23,215.2 และ 30,443.9
ล้านบาท ตามลำดับ และในปี พ.ศ. 2545 มีพื้นที่ปลูกไม้ผล 5.7 ล้านไร่ ผลผลิต 10.36
ล้านตัน (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2545) ซึ่งเป็นปริมาณและมูลค่ามหาศาล
เมื่อเทียบกับการส่งออกสินค้าเกษตรอีกหลายชนิด 
          ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 ได้กำหนดให้ไม้ผล 18 ชนิด ได้แก่
กล้วย เงาะ ทุเรียน ฝรั่ง มะพร้าวอ่อน มะม่วง มะละกอ มังคุด ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย
ส้มโอ องุ่น ท้อ พลับ พลัม สาลี่ และ สตรอเบอรี่
          แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 กำหนดไม้ผลหลัก 7 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน,
ส้มโอ, สับปะรด, ลำไย, มังคุด, มะม่วง และส้มเขียวหวาน
เป็นสินค้าพืชสวนที่มีศักยภาพในการพัฒนาและมีลู่ทางการตลาด แม้ว่าไม้ผลเหล่านี้จะมี
ศักยภาพในการพัฒนาและส่งออก แต่ในกระบวนการผลิตก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคที่ต้องแก้ไข
ได้แก่ ปัญหาด้านการผลิต เช่น ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ
ปริมาณผลผลิตไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
เทคโนโลยีการผลิตยังไม่ถูกต้องและเหมาะสม ขาดพันธุ์ดี
ผลผลิตมีมากช่วงกลางฤดูการผลิตและมีการแข่งขันด้านการตลาดกับสินค้าชนิดอื่น
ขาดอุตสาหกรรมแปรรูป และอุตสาหกรรมเสริม
และวิธีการปฏิบัติและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวไม่เหมาะสม และปัญหาด้นการตลาด
เช่น ระบบตลาด และไม่มีการวิจัยและวางแผนการตลาดที่เหมาะสม
ดังนั้นเพื่อที่จะผลิตผลิตผลที่มีปริมาณและคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
จึงได้วิจัยและพัฒนาพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน เช่น เงาะ ทุเรียน
และมังคุด เป็นต้น เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ตรงตามความต้องการของตลาด
และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่หรือแหล่งปลูก

 



สถานการณ์ และความสำคัญของพืชผัก

          
การผลิตพืชผักของไทยส่วนใหญ่
ใช้เพื่อบริโภคภายในประเทศ การส่งออกมีเฉพาะบางชนิดเท่านั้น เช่น หน่อไม้ฝรั่ง
กระเจี๊ยบเขียว เป็นต้น มูลค่าการส่งออกพืชผักรวมผลิตภัณฑ์แปรรูป 11,000-13,000
ล้านบาท/ปี แต่เนื่องจากข้อตกลงการค้าเสรีของ WTOจึงทำให้การผลิตพืชผักของไทยหลายชนิดอาจได้รับผลกระทบประกอบกับพืชผักเป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย อายุการวางจำหน่ายสั้น
การเพาะปลูกเป็นไปโดยเสรีและตามสภาพของปัจจัยการผลิตไม่มีการกำกับดูแลในขั้นตอนการผลิตผู้ผลิตไม่ได้คำนึงถึงมาตรฐานของสินค้าจึงทำให้ปริมาณการส่งออกพืชผักค่อนข้างจำกัด
อย่างไรก็ตามสภาวะการปัจจุบันของการผลิตและการตลาดพืชผักอาจแบ่งชนิดของสินค้าพืชผักออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มพืชผักเพื่อการส่งออก ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว
พริก และ ขิง เป็นต้น กลุ่มพืชผักผลิตเพื่อใช้ภายในประเทศ ได้แก่ มันฝรั่ง
กระเทียม หอมหัวใหญ่ แตงกวา และพืชผักอื่นๆ ฯลฯ และ
กลุ่มพืชผักที่มีศักยภาพในอนาคต
ได้แก่ ไผ่ (หน่อไม้) มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว
แตงโม เป็นต้น
          
ในแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 7
ได้ปรับโครงสร้างการผลิต
โดยสนับสนุนให้เกษตรกรกระจายการผลิตจากสินค้าเกษตรดั้งเดิมไปสู่สินค้าชนิดอื่นๆ
ที่มีลู่ทางการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศดี เป้าหมายเพื่อเพิ่มและขยายการผลิต
โดยเฉพาะการผลิตเพื่ออุตสาหกรรม แต่ในกระบวนการผลิตก็ยังมีปัญหาและอุปสรรค ได้แก่
ปัญหาด้านการผลิต เช่น ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตผัก
ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เนื่องจากขาดแคลนพันธุ์ที่เหมาะสม ฯ
แรงงานและปัจจัยการผลิตต่างๆ หายาก และราคาแพง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง
และไม่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และปัญหาด้นการตลาด เช่น
ผักมีราคาต่ำและไม่แน่นอน ผลผลิตผักบางชนิดยังไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงและคุณภาพไม่ตรงตามความต้องการของตลาด
สิ่งอำนวยความสะดวกในการตลาดไม่เพียงพอ
จึงจำเป็นที่จะต้องวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์
เน้นเพิ่มคุณภาพให้ได้ตามมาตรฐานของตลาด มีความต้านทานต่อโรคและแมลง
มีความทนทานต่อการเน่าเสียระหว่างขนส่งและการเก็บรักษา
รวมทั้งวิจัยและพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้พอเพียงต่อความต้องการใช้ภายในประเทศและการส่งออก
          
ในแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 8
เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาด้านการผลิต
เช่น คุณภาพของผลผลิตต่ำ
และมีปริมาณไม่สม่ำเสมอไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เนื่องจากฤดูกาล
พันธุ์ที่ใช้ในแหล่งปลูกไม่เหมาะสม ปัญหาเรื่องโรคและแมลง
ขาดการใช้ปัจจัยการผลิตไม่เหมาะสม
และการจัดการด้านวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวยังไม่เหมาะสม นอกจากนี้ต้นทุนการผลิตสูง
และผักหลายชนิดยังมีสารพิษตกค้างอยู่ในปริมาณที่สูง และปัญหาด้านการตลาด
เช่น ราคาผักไม่มีเสถียรภาพ ผลผลิตผักหลายชนิดไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง และสิ่งอำนวยความสะดวกในการตลาดไม่เพียงพอ
โดยเฉพาะในสินค้าส่งออก
ดังนั้นเพื่อให้ได้สินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกทั้งในรูปผักสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ
จึงได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
สอดคล้องกับความต้องการภายในประเทศ สามารถขยายตลาดส่งออกและทดแทนการนำเข้าได้


สถานการณ์ และความสำคัญของพืชสวนอุตสาหกรรม

          พืชที่จัดอยู่ในกลุ่มพืชสวนอุตสาหกรรม
 ได้แก่  กาแฟ  มะพร้าว  ปาล์มน้ำมัน โกโก้  ชา สับปะรด เกาลัดจีน มะคาเดเมีย
และมะม่วงหิมพานต์ ผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่ใช้เพื่อบริโภคภายในประเทศ
การส่งออกมีเฉพาะบางชนิดเท่านั้น เช่น กาแฟโรบัสต้า มะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น
สำหรับกาแฟอาราบิก้า โกโก้ มะคาเดเมีย ในปัจจุบันผลผลิตยังไม่เพียงพอ
มีการนำเข้าจากต่างประเทศ
ส่วนชานั้นมีเพียงบางส่วนที่ส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ
แต่ก็มีการนำเข้าชาที่มีคุณภาพดีด้วยเช่นกัน
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรโดยความร่วมมือของกรมศุลกากร
รายงานว่าปริมาณการส่งออกพืชสวนอุตสาหกรรม (มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน มะม่วงหิมพานต์
โกโก้ ชา และกาแฟ) ในปี 2545 ของไทย คือ 42,526 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่ารวม
1,095,280,000 บาท หรือ 1,095 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามพืชสวนอุตสาหกรรมก็ยังมีข้อจำกัดและปัญหาอยู่หลายประการ ได้แก่
ปัญหาด้านการผลิต
เช่น ต้นทุนการผลิตต่อไร่สูง
ผลผลิตต่อไร่ต่ำและคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ขาดพันธุ์ที่ เหมาะสม ขาดแคลนแหล่งน้ำ
และแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ขาดอุตสาหกรรมแปรรูปและอุตสาหกรรมเสริม
และปัญหาด้านการตลาด เช่น ด้านราคา โดยเฉพาะราคาเมล็ดกาแฟ
ซึ่งจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามภาวะราคาของตลาดโลก
และขาดองค์กรหรือกลุ่มของเกษตรกรเพื่อดำเนินการด้านแหล่งเงินทุน การตลาด
และปรับปรุงคุณภาพ
ดังนั้นเพื่อเพื่อปรับปรุงให้ผลิตผลมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด
จึงจำเป็นที่จะต้องวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ ให้ได้พันธุ์ที่มีคุณภาพ
ให้ผลผลิตสูง ได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด
และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่หรือแหล่งปลูก

 


สถานการณ์ และความสำคัญของไม้ดอกไม้ประดับ

          ไม้ดอกไม้ประดับเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย
ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การปลูกไม้ดอกไม้ประดับมีการขยายพื้นที่ปลูกจาก 41,390 ไร่
ในปี พ.ศ. 2537 เพิ่มขึ้นเป็น 54,000 ไร่ ในปี 2543 (กรมส่งเสริมการเกษตร)
โดยมีปริมาณการส่งออกรวมในปี พ.ศ. 2545 รวม 55,812 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2,085.708
ล้านบาท มีการนำเข้า 14,171 ตัน มูลค่า 183.49 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2542
เนเธอร์แลนด์มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด รองลงมาเป็น โคลัมเบีย อิตาลี เดนมาร์ก
และเบลเยี่ยม ตามลำดับ ส่วนไทย อยู่อันดับที่ 16 ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย
ซึ่งไม้ดอกไม้ประดับแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับเพื่อการส่งออก
เช่น กล้วยไม้ ปทุมมา กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับที่มีศักยภาพ
เป็นพวกที่มีความต้องการใช้ในประเทศ และบางส่วนสามารถส่งออก
แม้ยังมีมูลค่าไม่มากนักแต่มีแนวโน้มว่ามีการส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น กุหลาบ บัวหลวง
ไม้หัวเมืองร้อน (กระเจียว ไม้ใบ บอนสี ว่านสี่ทิศ) และ
กลุ่มเพื่อใช้ภายในประเทศ
ได้แก่ เยอบีร่า หน้าวัว แกลดิโอลัส เบญจมาศ มะลิ
ซ่อนกลิ่นไทย ลิลลี่ ดาวเรือง วงศ์ขิง (ดาหลา และขิงแดง)
          เนื่องจากไม้ดอกประดับเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูงและทำรายได้ให้แก่ผู้ปลูกมากเมื่อเทียบกับพืชอื่นอีกหลายชนิด
ดังนั้นจึงได้มีการกำหนดนโยบายในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7
(2535-2539)

ให้ดำเนินการวิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตของไม้ดอกไม้ประดับโดยเน้นการวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ที่มีลักษณะแปลกใหม่
ให้ผลผลิตสูง คุณภาพดี อายุการใช้งานนาน ทนทานต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง
และทนทานต่อการขนส่ง
เพื่อจะเป็นการช่วยลดปัญหาที่เกิดจากการผลิตและการตลาดของไม้ดอกไม้ประดับของไทยที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในช่วง
10 ปีที่ผ่านมา ปัญหาและข้อจำกัด ได้แก่ ปัญหาการผลิต เช่น
ขาดพันธุ์ดีที่ตลาดต้องการและขาดต้นพันธุ์ในการผลิต
ระบบการผลิตเป็นแบบดั้งเดิมทำให้ผลผลิตไม่ได้ปริมาณและคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ข้อมูลความรู้ทางด้านวิชาการและเทคโนโลยีการผลิตเชิงอุตสาหกรรมยังมีน้อย
ขาดระบบข้อมูลข่าวที่มีประสิทธิภาพ
เจ้าหน้าที่และเกษตรกรยังขาดความรู้และความชำนาญในการผลิต และปัญหาด้านการตลาด เช่น
คุณภาพของผลผลิตส่วนใหญ่ยังต่ำและมีอายุการใช้งานสั้น
ขาดระบบข้อมูลความต้องการของตลาด ปริมาณผลผลิตไม่สม่ำเสมอ
และราคาของผลผลิตไม่แน่นอนเปลี่ยนแปลงเร็ว


สถานการณ์ และความสำคัญของพืชสมุนไพร

          ประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศ
และภูมิอากาศที่เหมาะสมทำให้มีพืชสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคแพร่กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ
มากกว่า 779 ชนิด พืชสมุนไพรของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยตลอด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 2540 และ 2541 ที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรง
แต่สินค้าสมุนไพรสามารถส่งออกเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่าส่งออก (ไม่รวมพริกไทย) 1,107.3
และ 1,705.8 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 54.05
ขณะเดียวกันการนำเข้าก็มีแนวโน้มลดลง คือ ในปี 2541 มีมูลค่านำเข้า (ไม่รวมพริกไทย)
1,268 ล้านบาท ลดลงจากปี 2540 ซึ่งมีมูลค่า 1,481 ล้านบาท
ตลาดที่สำคัญของพืชสมุนไพร
ได้แก่ ประเทศในแถบอเมริกาเหนือ ยุโรป ตะวันออกกลาง
ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน เกาหลี รวมทั้งประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์
เวียดนาม และ ลาว เป็นต้น จากทิศทางและมูลค่าการส่งออกและนำเข้า
แสดงให้เห็นว่าตลาดโลกยังมีความต้องการสมุนไพรอยู่ในระดับที่สูง
จึงเป็นกลุ่มของพืชที่มีศักยภาพทางการค้า โอกาสพัฒนาสูง
และมีความสำคัญต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน
          
ในแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 7
เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาด้านการผลิต เช่น
คุณภาพผลิตผลยังไม่ดีพอจะแข่งขันในตลาดโลก ต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง
การผลิตในเชิงการค้ายังขาดข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งชนิดพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิต และปัญหาด้านการตลาด
เช่น ราคาสินค้าพืชสมุนไพรมีความแปรปรวน ไม่สม่ำเสมอ เป็นกลุ่มพืชที่มีความหลากหลาย
แต่ละชนิดมีมูลค่าการนำเข้าส่งออกน้อยมาก (ยกเว้นพริกไทย)
รวมทั้งไม่มีความสม่ำเสมอในแต่ละปี และขาดข้อมูลด้านการตลาด
จึงได้มีการรวบรวมพันธุ์และอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศเพื่อมิให้สูญพันธุ์
และนำมาใช้ได้ในอนาคต รวมทั้งวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์ให้ได้คุณภาพดี
ผลผลิตสูงเจริญเติบโตเร็ว
เหมาะสมกับสภาพในแต่ละท้องถิ่นและได้มาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ
          
ในแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 8
ประเทศไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจ
แต่กระแสการตื่นตัวต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวตะวันตก
กระตุ้นให้คนไทยสนใจปัญหาเรื่องสุขภาพอนามัย
จึงทำให้พืชสมุนไพรเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง มีการเพาะปลูกและแปรรูปจำหน่าย
แต่ยังมีข้อจำกัดคือเพื่อใช้ภายในประเทศเป็นหลัก
แม้ว่าวัตถุดิบบางส่วนสามารถส่งจำหน่ายต่างประเทศและทดแทนการนำเข้า
แต่ก็จัดว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับศักยภาพ
ทั้งด้านการผลิตและชนิดพืชสมุนไพรของประเทศไทย
แต่การผลิตก็ยังมีปัญหาและข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่ ปัญหาด้านการผลิต เช่น
ขาดแหล่งพันธุ์และไม่มีการกระจายพันธุ์ไปสู่เกษตรกร
ขาดพันธุ์พืชสมุนไพรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานในการผลิตและการตลาด
ขาดเทคโนโลยีการผลิต การเก็บเกี่ยว และการเก็บรักษาที่เหมาะสม
ปริมาณและคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ขาดการวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์ในรูปแบบครบวงจร
ขาดเทคโนโลยีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร
และขาดมาตรฐานในการตรวจสอบเพื่อใช้ในการรับรองคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของตลาดโลก
และปัญหาด้านการตลาด เช่น
ข้อมูลการตลาดทั้งในและต่างประเทศไม่ชัดเจนและค่อนข้างปกปิด
ราคาไม่แน่นอนขึ้นกับปริมาณที่เข้าสู่ตลาดและคุณภาพผลผลิต
และผู้ประกอบการยังขาดความรับผิดชอบในเรื่องมาตรฐานวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์
ทั้งนี้เพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพการผลิตพืชสมุนไพรให้ทันสมัยและได้มาตรฐานสากล
สามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้
          
ในสถานการณ์ปัจจุบัน
พืชสมุนไพรมีโอกาสและศักยภาพในการพัฒนาสูง
เนื่องจากตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความต้องการสมุนไพรหลากหลายชนิดและสรรพคุณ
ทั้งในรูปของสด แห้ง หรือบดเป็นผล สารสกัดอย่างหยาบ (ต้องการมาก) สารสกัดบริสุทธิ์
และผลิตภัณฑ์ ถึงแม้ว่าพืชสมุนไพรจะมีข้อจำกัดในการพัฒนา ได้แก่
แหล่งเพาะปลูกมีน้อย ขาดการศึกษาวิจัยและพัฒนาจากพืชป่ามาสู่การเพาะปลูกที่เป็นระบบ
ขาดข้อมูลวิธีการเพาะปลูกที่ดีและเหมาะสม
รวมไปถึงการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษาผลผลิตเพื่อให้คงคุณภาพให้สม่ำเสมอ และ
การที่เก็บสมุนไพรจากป่าเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จึงทำให้การพัฒนาเป็นไปด้วยความล่าช้า เป้าหมายในการพัฒนาพืชสมุนไพร
เพื่อที่จะทำให้ประชาชนมีความรู้เรื่องสมุนไพรเพิ่มขึ้น มีการเพาะปลูก
และใช้สมุนไพรเป็นยาตามสาธารณสุขมูลฐานในครัวเรือน ปลูกเป็นการค้า
หรือในการอารักขาพืชและสัตว์กันแพร่หลายยิ่งขึ้น
มีการพัฒนาการผลิตและแปรรูปสินค้าสมุนไพรสร้างอาชีพ และรายได้ สามารถขยายการผลิต
เพิ่มความหลากหลายของสินค้าและผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสแข่งขัน เพิ่มมูลค่าการส่งออก
และลดการนำเข้าได้มากยิ่งขึ้น และนอกจากนี้ยังลดค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข
และการอารักขาพืชผลการเกษตรของประเทศอีกด้วย

 



การปรับปรุงพันธุ์พืช

กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดประเภทพันธุ์พืช ไว้ดังนี้

          พันธุ์ทั่วไป
(general variety) หมายถึง พันธุ์พื้นเมือง
หรือพันธุ์ที่นำมาจากแหล่งอื่นและใช้ปลูกกันทั่วไป
ซึ่งยังมิได้ผ่านการพิจารณาให้เป็นพันธุ์แนะนำ
หรือพันธุ์รับรองหรือพันธุ์ขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร
          
พันธุ์แนะนำ
(recommended
variety) หมายถึง พันธุ์พื้นเมืองหรือพันธุ์ที่นำมาจากแหล่งอื่นๆ
และใช้ปลูกกันทั่วไป
รวมทั้งพันธุ์ที่ผ่านการพัฒนาหรือปรับปรุงตามขั้นตอนทางวิชาการมีข้อมูลสนับสนุนพอสมควร
และมีลักษณะดีที่เหมาะสมจะแนะนำให้ใช้ประโยชน์
ทั้งนี้จะต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากกรมวิชาการเกษตร
          
พันธุ์รับรอง
(certified
variety) หมายถึง พันธุ์ที่ผ่านการพัฒนา หรือปรับปรุงตามขั้นตอนทางวิชาการ
และผ่านการพิจารณาจากกรมวิชาการเกษตร
โดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตรออกประกาศเป็นพันธุ์รับรอง
          
พันธุ์ขึ้นทะเบียน
(registered
variety) หมายถึง
พันธุ์ทั่วไปหรือพันธุ์แนะนำหรือพันธุ์รับรองที่ผ่านการพิจารณาขึ้นทะเบียนตาม
พระราชบัญญัติพันธุ์พืช โดยอธิบดีกรมวิชการเกษตรออกหนังสือให้เป็นพันธุ์ขึ้นทะเบียน


การปรับปรุงพันธุ์พืชสวนในอดีต (2515-2545)
          สถาบันวิจัยพืชสวนได้เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว
จึงได้ทำวิจัยและพัฒนาพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งไม้ผล พืชผัก ไม้ดอก-ไม้ประดับ
พืชสวนอุตสาหกรรม และพืชสมุนไพร-เครื่องเทศ
ซึ่งการปรับปรุงพันธุ์พืชสวนได้ดำเนินการตามขั้นตอนตั้งแต่การแนะนำพันธุ์
การศึกษาลักษณะประจำพันธุ์และประเมินคุณค่า การคัดเลือกพันธุ์ เช่น
พันธุ์ดีเด่นที่มีศักยภาพ การผสมพันธุ์ การเปรียบเทียบและคัดเลือกพันธุ์ลูกผสม
การทดสอบพันธุ์ในสภาพท้องถิ่นและแปลงเกษตรกร พันธุ์แนะนำ/รับรอง
ขยาย/ผลิตพันธุ์สู่เกษตรกร ซึ่งมีพืชสวนหลายชนิดที่ดำเนินการ มีดังนี้
          
กลุ่มไม้ผล
ได้แก่ ทุเรียน สับปะรด มะม่วง มะละกอ ส้มโอ ลิ้นจี่ ส้มเขียวหวาน มะนาว
          
กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ
ได้แก่ ปทุมมาและกระเจียว หน้าวัว ดาหลา เบญจมาศ ลิลลี่ และเยอบีร่า
          
กลุ่มพืชสวนอุตสาหกรรม
ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน กาแฟ มะพร้าว มะคาเดเมีย ชา
          
กลุ่มพืชผัก
ได้แก่ มันฝรั่ง กระเทียม หอมหัวใหญ่ หอมแดง หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ พริก
กระเจี๊ยบเขียว ถั่วลันเตา มันเทศ เผือก เห็ด
          
กลุ่มพืชสมุนไพร
ได้แก่ พริกไทย ขมิ้นชัน วานิลลา อบเชย หมาก ส้มแขก

 

          ผลงานที่ผ่านมาได้รับความสำเร็จระดับหนึ่ง โดยในรอบ
30 ปี (2515-2545) ได้ผลงานวิจัยพันธุ์พืชสวนที่เป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตร
11 ชนิดพืช 15 สายพันธุ์, พันธุ์แนะนำ 12 ชนิดพืช 21 สายพันธุ์
และสายพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการวิจัย เพื่อออกเป็นพันธุ์แนะนำหรือรับรอง 17 ชนิดพืช
60 สายพันธุ์ รวมทั้งสิ้น 40 ชนิดพืช 96 สายพันธุ์ ดังนี้


     พันธุ์รับรอง
          –  กลุ่มพืชผัก

7 ชนิดพืช 8 สายพันธุ์ ได้แก่ ผักกาดหัว (พันธุ์แม่โจ้ 1), คะน้า (พันธุ์แม่โจ้ 1),
ผักบุ้ง (พันธุ์พิจิตร 1), พริกขี้หนู (พันธุ์ห้วยสีทน 1), พริกชี้ฟ้า
(พันธุ์พิจิตร 1), มะเขือเทศ (พันธุ์ศรีสะเกษ 1), ถั่วลันเตา (พันธุ์แม่โจ้ 1),
ถั่วลันเตา (พันธุ์แม่โจ้ 2)
 
          – 
กลุ่มพืชหัว
1
ชนิดพืช 1 สายพันธุ์ ได้แก่ มันฝรั่ง (พันธุ์ฝาง 60)
 

          –  กลุ่มพืชสวนอุตสาหกรรม

3 ชนิดพืช 6 สายพันธุ์ ได้แก่ มะม่วงหิมพานต์ (พันธุ์ ศก. 60-1), มะม่วงหิมพานต์
(พันธุ์ ศก. 60-2), โกโก้ (พันธุ์ลูกผสมชุมพร 1), มะพร้าว (สวีลูกผสม 1), มะพร้าว
(ชุมพรลูกผสม 60), มะพร้าว (ชุมพรลูกผสม 2)

     พันธุ์แนะนำ 
          –  กลุ่มพืชผัก

1 ชนิดพืช 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ถั่วลันเตา (พันธุ์ฝักเล็กเชียงราย), ถั่วลันเตา
(พันธุ์ฝักใหญ่เชียงราย)
 

          –  กลุ่มพืชหัว

2 ชนิดพืช 2 สายพันธุ์ ได้แก่ เผือก (พันธุ์พิจิตร 1), มันเทศ (พันธุ์พิจิตร)
          –  
กลุ่มไม้ผล
7 ชนิดพืช 11 สายพันธุ์ ได้แก่ ทุเรียน (พันธุ์หมอนทองสันต์จันทบุรี), ทุเรียน
(พันธุ์ก้านยาวอารีย์จันทบุรี), ทุเรียน (พันธุ์ชะนีชาญชัยจันทบุรี), มะละกอ
(พันธุ์แขกดำศรีสะเกษ), มะละกอ (พันธุ์ลูกผสมพันธุ์พิจิตร), มะละกอ
(พันธุ์แขกดำท่าพระหรือท่าพระ 2), ส้มโอ (ท่าข่อยบุญยงค์พิจิตร), สับปะรด
(พันธุ์เพชรบุรี), เงาะ (พลิ้ว เบอร์ 3), มะม่วงแก้ว (พันธุ์ศรีสะเกษ 007),
มะขามเปรี้ยว (พันธุ์ศรีสะเกษ 019)
 

          –  กลุ่มพืชสวนอุตสาหกรรม

2 ชนิดพืช 6 สายพันธุ์ ได้แก่ มะคาเดเมีย (พันธุ์เชียงใหม่ 400), มะคาเดเมีย
(พันธุ์เชียงใหม่ 700), มะคาเดเมีย (พันธุ์เชียงใหม่ 1000), ปาล์มน้ำมัน
(พันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 1), ปาล์มน้ำมัน (พันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 2),
ปาล์มน้ำมัน (พันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 3)


พันธุ์ที่อยู่ระหว่างวิจัยเป็นพันธุ์แนะนำหรือรับรอง

          – กลุ่มพืชผัก
4 ชนิดพืช 6 สายพันธุ์ได้แก่ ผักกาดขาวปลี (พันธุ์ลูกผสมฝาง 21), ถั่วฝักยาว
(พันธุ์น่าน YBR 8-1 หรือ YB 20), ถั่วฝักยาว (พันธุ์ PYB 8), แตงกวาลูกผสม (พันธุ์
CB-Astar 17-2-2), แตงกวาลูกผสม (พันธุ์ SCB 7-2-2), กุยช่าย (พันธุ์ พจ. 166)
 

          – กลุ่มพืชหัว

1 ชนิดพืช 2 สายพันธุ์ ได้แก่ มันฝรั่ง [พันธุ์ FLS-12 (CIP 385131.52)], มันฝรั่ง
[พันธุ์ FLS-13 (CIP 385144.31)]
 

          – กลุ่มไม้ผล

5 ชนิดพืช 8 สายพันธุ์ ได้แก่ มะละกอ (พันธุ์ท่าพระ 3), ทุเรียนลูกผสม (หมายเลข
10-251-8-1), ทุเรียนลูกผสม (หมายเลข ICNxM5-1-1), ทุเรียนลูกผสม (หมายเลข ICN
7-5-2-2), มะม่วงจันทบุรี 1 (ลูกผสม KS 2), มะม่วงจันทบุรี 2 (ลูกผสม ANN4),
ลิ้นจี่ลูกผสม (พันธุ์ ฝาง 28), ฝรั่ง (พันธุ์ พจ. 13-10)
 

          –  กลุ่มพืชสวนอุตสาหกรรม

3 ชนิดพืช 5 สายพันธุ์ได้แก่ ชา [แม่จอนหลวง เบอร์ 2 (MCL # 2)], ชา [แม่จอนหลวง
เบอร์ 3 (MCL # 3)], มะพร้าว (น้ำหอม), กาแฟ (อาราบิก้า), กาแฟ (โรบัสต้า สายพันธุ์
1/11)
 

          –  กลุ่มไม้ดอก

4 ชนิดพืช 39 สายพันธุ์ได้แก่ หน้าวัว (ห้างฉัตร 001-34), หน้าวัว (ห้างฉัตร
002-019), หน้าวัว (ห้างฉัตร 003-044), หน้าวัว (ห้างฉัตร 004-066), หน้าวัว
(ห้างฉัตร 005-067), หน้าวัว (พันธุ์ฝาง -09), หน้าวัว (พันธุ์ฝาง-32), หน้าวัว
(พันธุ์นาไก), หน้าวัว (ลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย 201-3), หน้าวัว
(ลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย 107-2), หน้าวัว (ลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย 021-4),
หน้าวัว (เปลวเทียนลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย 101-4), หน้าวัว
(เปลวเทียนลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย 006-1), หน้าวัว
(เปลวเทียนลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย T7), ปทุมมา (พันธุ์ PP-PP-01-4), ปทุมมา
(พันธุ์ AP-AW-01-4), ปทุมมา (พันธุ์ CM-P-M-4), ปทุมมา (พันธุ์ CM-P-M-2), ปทุมมา
(พันธุ์ AP-WG-01-2), ปทุมมา (พันธุ์ AW-LP-01-3), ดาหลา (พันธุ์ ตรัง 0403), ดาหลา
(พันธุ์ ตรัง 0407), ดาหลา (พันธุ์ ตรัง 0501), ดาหลา (พันธุ์ ตรัง 0701), ดาหลา
(พันธุ์ แดงดกธารโต), ดาหลา (พันธุ์ บัวแดงเล็ก), ดาหลา (พันธุ์ ชมพูดกธารโต),
ดาหลา (พันธุ์ บานเย็นธารโต), ดาหลา (พันธุ์ บัวชมพูเล็ก), ว่านสีทิศ (พันธุ์ วาวี
01), ว่านสีทิศ (พันธุ์ วาวี 02), ว่านสีทิศ (พันธุ์ วาวี 03), ว่านสีทิศ (พันธุ์
วาวี 04), ว่านสีทิศ (พันธุ์ วาวี 05), ว่านสีทิศ (พันธุ์ วาวี 06), ว่านสี่ทิศ
(พันธุ์ ดอยช้าง 01), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์ ดอยช้าง 02), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์ ดอยช้าง
03), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์ ดอยช้าง 04)

          ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (2545-2549)
แบ่งสินค้าเกษตรหลักเป็น 5 กลุ่ม จำแนกเป็น

               1. กลุ่มพืชส่งออก

เป็นกลุ่มพืชที่ราคาในประเทศถูกกำหนดราคาจากต่างประเทศเพราะเป็นการส่งออกสินค้าขั้นปฐม
ซึ่งมีราคาต่ำและต้องแข่งขันกับประเทศที่กำลังพัฒนาที่มีค่าแรงต่ำกว่า
ทำให้ไม่สามารถขายได้ในราคาสูง
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพและผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมากในระยะเวลาสั้นๆ
ทำให้ราคาตกต่ำ ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย สับปะรด กาแฟ ลำไย ทุเรียน
ข้าวโพดฝักสด กล้วยไม้ เป็นต้น
 
               2.  กลุ่มพืชที่ผลิตใช้ภายในประเทศ
เป็นกลุ่มพืชที่ตลาดหลักอยู่ในประเทศ และมีการนำเข้าบางส่วน
เมื่อผลผลิตได้รับความเสียหาย หรือส่งออกในปีที่ผลผลผลิตให้ผลดีเกินความต้องการใช้
ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน มันฝรั่ง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น 
               3.  กลุ่มพืชผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ
เป็นกลุ่มพืชที่มีผลิตในประเทศแต่ปริมาณการผลิตมีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้
เนื่องจากสภาพดิน ฟ้า อากาศไม่เหมาะสม ตลอดจนไม่สามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้
จึงจำเป็นต้องนำเข้าเป็นจำนวนมาก ได้แก่ ถั่วเหลือง ฝ้าย ถั่วลิสง หม่อนไหม เป็นต้น
 
               4.  กลุ่มพืชที่มีศักยภาพในอนาคต
เป็นกลุ่มพืชที่มีศักยภาพการผลิต การแปรรูป
และสามารถพัฒนาคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของตลาดได้
สามารถพัฒนาเป็นสินค้าส่งออกใช้ในประเทศ หรือสามารถทดแทนพืชบางชนิดที่มีปัญหา
ได้แก่ มังคุด ส้มโอ ทานตะวัน ถั่วเขียว และงา เป็นต้น
 
               5.  กลุ่มพืชสมุนไพร
เป็นกลุ่มพืชที่มีความสำคัญด้านสาธารณสุข
และโภชนาการที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก
จึงจำเป็นต้องมีการอนุรักษ์และพัฒนาด้านการผลิตและการใช้ประโยชน์ให้เพียงพอต่อความต้องการด้านสาธารณสุขและด้านโภชนาการ
ทั้งเพื่อการใช้ในประเทศและเพื่อการส่งออก ได้แก่ บุก กวาวเครือ ดองดึง ขมิ้น
กระวาน เป็นต้น

 

คุณทรงพล  สมศรี
ผู้เขียน

นสพ. กสิกร ปีที่ 78 ฉบับที่ 4

powered by performancing firefox

 

ดาหลา หลากสี หลายมุมมอง

Filed under: ดอกดาหลา — flowerslover @ 3:58 pm

ดาหลาขาว


ดาหลาชมพู

ดาหลาชมพู


ดาหลาชมพู

 

 

 

                                         

 

                                         

 

                                         

powered by performancing firefox

 

ภาพรวม: ดอกดาหลา

Filed under: ดอกดาหลา — flowerslover @ 3:38 pm


ดาหลาเป็นไม้ดอกที่มีการปลูกมาเป็นระยะเวลานานแล้วทางภาคใต้ของไทย
ซึ่งเดิมได้มี การนำหน่ออ่อนและดอกมาใช้เป็นผักประกอบอาหารบางประเภท
ปัจจุบันได้มีการนำมาปลูก
เป็นไม้ตัดดอกมากขึ้น
เนื่องจากดาหลาเป็นไม้ดอกที่ให้ดอกดกในฤดูร้อน
ขณะที่ไม้ดอกชนิด อื่น ๆ ไม่ค่อยจะมีดอก
ประกอบกับดอกมีขนาดใหญ่ สีสดใส
รูปทรงแปลกตา ทำให้เป็นที่สนใจ
ของผู้พบเห็นและเป็นที่ต้องการของตลาด
ดังจะเห็นได้จาก ความต้องการซื้อขายดอกที่ตลาด
ปากคลอง มีปริมาณถึง 200-500 ดอกต่อสัปดาห์
มีมูลค่า 3,000 – 7,500 บาท นอกจากนี้
ยังสามารถส่งออกต้นพันธุ์ได้บ้าง
แหล่งผลผลิตที่สำคัญได้แก่
อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร อ.บางกรวย จ. นนทบุรี
อ.ด่านมะขามเตี้ย จ. กาญจนบุรี อ. เมือง จ.กระบี่

 


ลำต้น
 
ดาหลาเป็นพืชที่มีลักษณะคล้ายข่า
มีลำต้นใต้ดินเรียกว่าเหง้า
(rhizome) เหง้ามนี้ จะเป็นบริเวณที่เกิดของหน่อดอกและหน่อต้น
ดาหลา 1 ต้น สามารถให้หน่อใหม่ได้ประมาณ
7 หน่อ ในเวลา 1 ปี ส่วนลำต้นเหนือดินเป็นกาบใบที่โอบซ้อนกันแน่น
เช่นเดียวกับพวกกล้วย ส่วนนี้คือลำต้นเทียม
(pseudostem) ลำต้นเหนือดินสูง 2-3
เมตร มีสีเขียวเข้ม
 
ใบ
 
มีรูปร่างยาวรี
กลางใบกว้างแล้วค่อย ๆ เรียวไปหาปลายใบ
และฐานใบ ใบไม่มีก้านใบ
ผิวเกลี้ยงท้งด้านบนและด้านล่าง
ใบยาว 30-80 เซ็นติเมตร กว้าง 10-15 เซนติเมตร ปลายใบ
แหลมฐานใบเรียวลาดเข้าหาก้านใบ
เส้นกลางใบปรากฏชัดทางด้านล่างของใบ
 
ดอก
 
ดอกดาหลาเป็นดอกช่อมีลักษณะดอกแบบ
(head) ประกอบด้วยกลีบประดับ (Bracts) มี 2 ขนาด
ส่วนโคนประกอบด้วยกลีบประดับขนาดใหญ่
มีความกว้างกลีบ 2-3 ซ.ม. จะมีสีแดงขลิบขาวเรียงซ้อนกันอยู่และจะบานออก
ประมาณ 25-30 กลีบ และมีกลีบประดับ ขนาดเล็กอยู่ส่วนบนของช่อดอก
ความกว้างกลีบประมาณ 1 ซ.ม. ซึ่งมีสีเดียวกับกลีบประดับ
ขนาดใหญ่ กลีบประดับเล็กนี้จะหุบเข้าเรียงเป็นระดับมีประมาณ
300-330 กลีบ ภายในกลีบ ประดับขนาดใหญ่ที่บานออกจะมีดอกจนิงขนาดเล็กกลีบดอกสีแดง
ซึ่งเป็นดอกสมบูรณ์เพศอยู่
จำนวนมาก ดอกบานเต็มที่จะมีขนาดความกว้างดอกประมาณ
14-16 เซนติเมตร ความยาวช่อ 10-15 เซนติเมตร มีก้านช่อดอกยาว
30-150 เซนติเมตร ลักษณะก้านช่อดอกแข็งตรง
ดอก จะออกตลอดปีแต่จะให้ดอกดกที่สุดในช่วงฤดูร้อน
คือ เดือนมีนาคม – พฤษภาคม ดอกจะ พัฒนามาจากหน่อดอกที่แทงออกมาจากเหง้าใต้ดินลักษณะของหน่อจะมีสีชมพู
ที่ปลายหน่อ
 
พันธุ์
 
ปัจจุบันพันธุ์ดาหลาที่ปลูกตัดดอกมีอยู่
2 พันธุ์ด้วยกันคือ พันธุ์สีชมพู
และพันธุ์สีแดง



 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Etlingera elatior (Jack) R.M. Smith
ชื่อพ้อง: Phaeomeria magnifica, Nicolaia elatior
ชื่อสามัญ : ดาหลา
วงศ์ : Zingiberales
ชื่ออื่น ๆ: กาหลา, กะลา
ถิ่นกำเนิด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 


ดาหลาสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีต่าง
ๆ ดังนี้

1. การแยกหน่อ

ควรแยกหน่อที่มีความเหมาะสมนำไปปลูกคือ
สูงประมาณ 60-100 ซ.ม. ขึ้นไปและมีกิ่งอ่อนกึ่งแก่นประมาณ
4-5 ใบ ใช้มีตัดให้มีเหง้า
และรากติดอยู่ด้วย ซึ่งหน่อชนิดนี้จะมีหน่อดอกอ่อน
ๆ ติดมาด้วยประมาณ 3 หน่อ นำไปชำในถึงพลาสติก
1 เดือนเพื่อให้หน่อแข็งแรงก่อนปลูก

2. การแยกเหง้า

โดยการแยกเหง้าที่เกิดใหม่ที่โคนต้น
แล้วนำไปชำในแปลงเพาะชำ
วิธีนี้จะใช้เวลาประมาณ 1
ปี จึงจะเริ่มให้ดอก

3. การปักชำหน่อแก่

โดยนำไปชำในแปลงเพาะชำให้แตกหน่อใหม่แข็งแรง
แล้วจึงค่อยย้ายมาปลูกลงแปลง


พื้นที่ดอน
ทำการพรวน ตากดินไว้ประมาณ
5 – 7 วัน และย่อยดินให้ละเอียดเก็บวัชพืชออกให้หมด

 

พื้นที่ลุ่ม
ทำการขุดยกร่องสวน
มีคูน้ำลึก 1 เมตร กว้าง 1 เมตร แปลงปลูกกว้าง
2-3 เมตร ความยาวตามขนาดของพื้นที่
และมีการไถพรวนตากดินไว้ประมาณ
5-7 วัน เก็บวัชพืชออกให้หมด
การเตรียมดิน
การเตรียมดินโดยไถพรวนดิน
แล้วขุดหลุมปลูก จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมในกรณีที่ปลูกดาหลาแบบไม่ยกร่องสวน
จะทำการไถปรับดินให้สม่ำเสมอ
เพิ่มปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีสูตร
20-20-20 ในอัตรา 1 : 25 แล้วขุดหลุมปลูกแบบเดียวกับการปลูกแบบยกร่องสวนนี้อาจปลูกแซมในไม้หลักเช่น
ไม้ผล

 

ระยะปลูก
การปลูกดาหลาจะไม่มีระยะปลูกที่แน่นอน
แต่จะขึ้นอยู่กับความต้องการและความสะดวกของเกษตรกรเอง
โดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะปลูกในระยะ
2 x 2 เมตร

 

การปลูก
โดยใช้หน่อที่มีเหง้าและรากติดมาด้วย
เหง้าที่ตัดมาควรมีความยาวประมาณ
5 นิ้ว โดยสังเกตุให้หน่อนั้น ๆ มีใบติดมาประมาณ
4 คู่ใบ ปลูกลงในหลุมที่เตรียมไว้
แล้วทำการกลบดินให้สูงประมาณ
6 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่ม อาจใช้ดินเลนจากท้องร่องพอกทับโคนต้น
เพื่อรักษาความชุ่มชื้น นอกจากนี้ควรหาไม้หลักมาผูกติดกับลำต้นกันต้นโยก


แสง
ดาหลาเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในที่มีแสงแดดรำไรหรือที่ร่มไม้ยืนต้น
ถ้าหากโดนแดดจัดเกินไปสีของกลีบประดับจะจางลง
และทำให้ใบไหม้

 

ฤดูปลูก
การปลูกดาหลาสามารถปลูกได้ทุกฤดู
แต่ฤดูปลูกที่เหมาะสมที่สุดคือ
ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม
ซึ่งดาหลาจะมีการเจริญเติบโตทางด้านลำต้นและแตกหน่อ
ช่วงที่ดาหลาแตกหน่อได้มากคือ
เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนสิงหาคม แต่ในที่
ๆ มีน้ำเพียงพอไม่จำเป็นต้องรอฤดูฝน


การให้ปุ๋ย
จะให้ปุ๋ยดาหลาประมาณ
2 – 3 เดือนต่อครั้ง ซึ่งจะใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ
(16-16-16) ในอัตรา 96 กก./ไร่/ปี และให้ปุ๋ยคอกในอัตรา
15 กก./ต้น/ปี นอกจากนี้อาจใช้อินทรีย์วัสถุที่ผุพังแล้ว
เช่น ใบไม้ต่าง ๆ หรือลำต้นแก่ของดาหลา,
วัชพืชที่ขึ้นตามท้องร่อง
มาเป็นปุ๋ยหมัก หรืออาจใช้ดินเลนจากท้องร่องพูนใส่ตามโค้นต้น
ซึ่งดินแลนนี้จะมีอินทรีย์วัตถุสูง

 

การให้น้ำ
ดาหลาเป็นพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณที่มากพอสมควร
โดยเฉพาะในระยะเริ่มแรกของการปลูก
ควรรดน้ำให้ชุ่ม โดยใช้แครงสาดวันละ
1 ครั้ง เมื่อต้นดาหลาตั้งตัวได้อาจเว้นระยะห่างของการให้น้ำจากวันละครั้งออกไปเป็นประมาณ
2-3 วันต่อครั้ง แต่ต้องคำนึงถึงสภาพอากาศ
ถ้าเป็นฤดูร้อนควรเพิ่มการให้น้ำมากขึ้นโดยใช้ระบบการให้น้ำแบบพ่นฝอย
(springkler) บนแปลงที่ไม่ยกร่อง

 

การป้องกันกำจัดวัชพืช
ดาหลาเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตเร็ว
แตกหน่อได้มาก ทำให้กอแน่นใบบังแสงซึ่งกันและกัน
การกำจัดวัชพืชจะต้องกระทำมากในช่วงแรกของการปลูก
เมื่อดาหลาโตมาก ๆ จะทำให้แสงที่ส่องผ่านมากระทบพื้นดินน้อย
วัชพืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้
จึงไม่ต้องทำการกำจัดวัชพืชมากนัก


ยังไม่พบโรคที่เป็นปัญหาสำคัญกับดาหลา
แต่มีแมลงสำคัญดังนี้

 

หนอนเจาะลำต้น
 
ลักษณะการทำลาย
เข้าทำลายต้นแก่ โดยไปเจาะบริเวณลำต้น
ทำให้ต้นดาหลาหยุดชะงักการเจริญเติบโต
และไม่สามารถให้ออกดอกได้
การป้องกันกำจัด
ใช้ฟูราดาน 3% โรยบริเวณรอบ
ๆ โค้นต้น หรืออาจใช้เซฟวิน

 

มดแดง
 
ลักษณะการทำลาย
กรดจากสิ่งขับถ่ายของมดแดงจะทำให้กีบดอกเกิดรอยขาวเป็นจุด
การป้องกันกำจัด
เก็บรังมดแดงออกจากต้น
และใช้ย่าฆ่ามด


ดอกดาหลาที่มีความสมบูรณ์พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้มีอายุประมาณ
2 อาทิตย์ นับตั้งแต่เริ่มแทงหน่อดอก
ตัดดอกในช่วงเช้าโดยการตัดก้านดอกให้ยาวชิดโคนต้น
แล้วแช่ก้านดอกลงในถังที่มีน้ำบรรจุอยู่

 


ดอกดาหลาที่ตัดมาแล้วจะนำมาแช่ในน้ำสะอาด
เพื่อป้องกันการเหี่ยวใช้ถุงพลาสติกใส่ห่อดอกแต่ละดอก
เพื่อป้องกันไม่ให้กลีบดอกห้อยและช้ำ
จากนั้นจึงนำถังที่บรรจุดอกไม้ขึ้นไปส่งให้แก่พ่อค้า

อายุการปักแจกัน

ดอกดาหลาเมื่อตัดจากต้นแล้วนำมาปกแจกันในน้ำสะอาจจะมีอายุอยู่ได้
ประมาณ 3 – 7 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมโดยรอบ

ต้นทุนการผลิตต่อไร่

ต้นทุนการผลิตดาหลาเบื้องต้นโดยทั่วไปจะมาจากค่าใช้จ่ายตามรายละเอียดดังนี้

1. ค่าหน่อพันธุ์ต่อไร่
ใน
ปีแรก (หน่อละ
100)

32,000 บาท
2. ค่าเตรียมดินไร่ละ

1,000 บาท
3. ค่าแรง 3,200 บาท
4. ค่าปุ๋ยคอก 2,000 บาท
5. ค่าปุ๋ยเคมี 800 บาท
6. ค่าสารเคมี 1,500 บาท
รวม 40,500 บาท

ผลผลิต

ผลผลิตที่เกษรตกรจะได้รับมีดังต่อไปนี้

ปริมาณดอกต่อปี 32,000 ดอก
ปริมาณหน่อต่อปี
(1 ต้น
ให้ 7 หน่อ)

2,240 บาท

การจำหน่ายผลผลิต

ส่งดอกดาหลาให้แก่ร้านดอกไม้
โรงแรมฯ หรือส่งขายให้กับพ่อค้าตลาดปากคลองตลาด

ราคาผลผลิต

ดอกดาหลามีราคาสูงหรือต่ำต่างกันขึ้นกับปัจจัยหลายด้าน
เช่น แหล่งปลูกผู้รับซื้อ และผู้ปลูกเอง
ดอกดาาหลามีราคาตั้งแต่ 8-50 บาทต่อดอก
นอกจากนี้ยังมีการขายหน่อพันธุ์ซึ่งราคาขายก็ต่างกัน
เช่นเดียวกับดอก คืออยู่ในช่วง
50 – 300 บาทต่อหน่อ

 

ปัจจุบันราคาหน่อพันธุ์ดาหลายังคงสูงอยู่
เกษตรกรผู้ปลูกดาหลาปัจจุบันจึงได้รายได้จากการขายหน่อพันธุ์ด้วย
แต่เนื่องจากดาหลาขยายพันธุ์ได้ไม่ยากนัก
และมีเกษตรกรบางรายขยายพันธุ์ดาหลาโดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
จึงคาดว่าต่อราคาพันธุ์จะต่ำลง
และมีการขยายพื้นที่ปลูกเป็นการค้าเพื่อการตัดดอกมากขึ้น
การตลาดในปัจจุบันเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรผู้ปลูกดาหลา
เพราะเกษตรกรขาดข้อมูลเรื่องความต้องการของตลาด
ทำให้ขาดความมั่นใจในการลงทุน
ดังนั้นเกษตรที่ประสพผลสำเร็จในการปลูกดาหลาในปัจจุบันจึงเป็นเกษตรกรที่มีการโฆษณาตนเอง
และสามารถหาตลาดได้เอง
 

 

 

 

 

powered by performancing firefox

 

กระบวนการเพาะปลูกและดูแลรักษา October 14, 2006

Filed under: Uncategorized — flowerslover @ 5:19 pm

การปลูกและการดูแลรักษา
                     
                     
         
                       
  
สภาพที่เหมาะสมในการปลูกเลี้ยงหน้าวัว


          พื้นที่ปลูก :

ควรเลือกพื้นที่ปลูกที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
มีปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการ น้ำไม่ท่วมขัง และหากมีต้นไม้ใหญ่อยู่รอบ
ๆ ควรห่างจากที่ตั้งโรงเรือน ประมาณอย่างน้อย 10 เมตร
เพื่อไม่ให้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่บังแสง

                       
อุณหภูมิ:        

             
เป็นปัจจัยอย่างหนึ่ง
ในการปลูกดอกหน้าวัวให้มีคุณภาพตามที่เราต้องการ ถ้าอุณหภูมิสูงเกินไป
ก็จะทำให้การเจริญเติบโตไม่ดี สีของดอกจะซีดเร็ว ดอกจะบิดเบี้ยว
ถ้าอุณหภูมิต่ำเกินไป ก็ทำให้ออกดอกน้อย ต้นจะชงักการเจริญเติบโต
เพราะฉะนั้นอุณหภูมิที่เหมาะสมของดอกหน้าวัว อยู่ที่กลางวัน 26-32 องศา
และกลางคืน 21-24 องศา จะทำให้การผลิตดอกหน้าวัวมีคุณภาพดีมาก
                 
   



 
   
“การเตรียมแปลงปลูก”
 
“ตรวจอุณหภูมิ”
 
“การเตรียมแปลงปลูก”

 

แสง :


      สภาพแสงนับว่าเป็นปัจจัยหลักอีกอย่างหนึ่งในการอยู่รอดของต้นหน้าวัว
แต่สภาพที่เหมาะกับการปลูกดอกหน้าวัว จะเจริญเติบโตได้ดีอยู่ที่
ระดับความเข้มของแสง 16,000 – 27,000 ลักซ์ หากระดับความเข้มของแสงน้อยกว่านี้
ต้นจะผอม ก้านจะอ่อน ให้ดอกน้อย
หากระดับความเข้มของแสงเกินที่กำหนดจะทำให้ต้นแตกกิ่งข้างได้ดี
แต่สีของจานรองดอกซีดเหลือง ปลีไหม้ โดยทั่วไปหน้าวัวต้องการแสงที่ประมาณ 30 %
ดังนั้นเราต้องมีการพรางแสง 70 – 80 %

 

ความชื้น:

 

      ต้นหน้าวัวเป็นพืชที่ชอบอากาศแบบร้อนชื้น ต้องการแสงรำไร
ระบบรากจะมีรากอากาศออกจากลำต้น เพื่อดูดซับความชื้นจากอากาศ
ดังนั้นความชื้นควรสูงกว่า 50-60 % แต่ไม่ควรเกิน 90 %
ความชื้นสูงต่อเนื่องกันนาน ๆ จะทำให้ต้นหน้าวัวอ่อนแอ เชื้อราเข้าทำลายได้ง่าย
แต่หากอยู่ในสภาพที่ความชื้นต่ำนาน ๆ จะทำให้ต้นแกรน ดอกและใบมีขนาดเล็กเกินไป
ความชื้นที่เหมาะสมควรอยู่ที่ กลางวัน 70 % และกลางคืนน้อยกว่า 90 %
     
น้ำ:

   

     น้ำเป็นปัจจัยหลักอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ แต่น้ำที่จะใช้กับหน้าวัวนั้น
ต้องเป็นน้ำที่สะอาด มีปริมาณเกลือแร่ไม่มาก ความเป็นกรดเป็นด่าง
ของน้ำควรอยู่ที่ระหว่าง 5.5-6.5 ไม่ควรใช้น้ำประปา หรือน้ำบาดาล
เพราะมีปริมาณหินปูนมาก แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้ ควรปรับค่าของน้ำเสียก่อน
โรงเรือน :
      โดยปกติธรรมชาติของดอกหน้าวัว ต้องการความชื้นสูง และแสงแดดรำไร
อากาศถ่ายเทดี ไม่ชอบลมโกรกมาก การสร้างโรงเรือนต้องมีความสูง 3 -4 เมตร
คลุมด้วยตาข่ายพรางแสง 70 – 80 % รอบโรงเรือน
ป้องกันไม่ให้อากาศในโรงเรือนร้อนเกินไป หลังคาอาจดัดแปลงโดยพรางแสง 2 ชั้น
หรือชั้นเดียว แล้วมุงด้วยพลาสติกใส เพื่อป้องกันน้ำฝน ที่จะทำให้ดอกเสียหายได้
และป้องกันโรคใบไหม้ ทางสวน Star Flora
ได้ดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่างไม่ว่าหลังคามุงด้วยพลาสติกใส
มีที่ระบายความร้อน ด้วยตัวหมุนดูดอากาศ

วัสดุปลูก:

 

           
   วัสดุปลูกควรมีลักษณะหรือคุณสมบัติโปร่ง ระบายน้ำได้ดี
เก็บความชื้นดี สามารถเป็นที่ยึดเกาะของรากและลำต้นได้ดี
ไม่มีสารที่เป็นพิษต่อพืช ไม่ยุบสลายเร็ว เพราะอายุของต้นหน้าวัว สามารถปลูกได้
4 – 6 ปี หากปราศจากโรค ความเป็นกรดเป็น ด่าง (pH) ของวัสดุปลูกควรอยู่ที่ 5.5
– 6.5

“ส่วนผสมวัสดุ”
       
“ถ่าน”
   
       
   
 
 
“การฆ่าเชื้อรา”
       
                 
       
     
             
               
 
“ต้นพันธุ์”
     
“ต้นพันธุ์”
   
   
     

 

ระบบน้ำ

         การให้น้ำถือเป็นปัจจัยหลักและสำคัญในการปลูกเลี้ยงหน้าวัว
เพราะหน้าวัวเป็นพืชที่ต้องการความชื้นสูง
การให้น้ำต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วย ถ้าหากโรงเรือนพรางแสงได้มาก
วัสดุปลูกเก็บความชื้นได้ดี หรืออากาศไม่ร้อนจัด หรือมีฝนตก
การให้น้ำก็จะให้ตามความเหมาะสม

การสังเกตุว่าหน้าวัวได้รับน้ำเพียงพอหรือไม่นั้น
สังเกตุได้จากใบและดอกเริ่มมีอาการเหี่ยวอ่อน จานรองดอกเป็นรอยช้ำ ๆ
หรือวัสดุปลูกแห้ง แสดงว่าขาดน้ำหรืออุณหภูมิสูง ควรให้น้ำทันที ควรให้แต่น้อย
และบ่อยครั้ง เพื่อให้ต้นหน้าวัวสามารถปรับสภาพได้
การให้น้ำโดยปกติควรรดให้เปียกโชกตลอดวัสดุปลูก ถ้าหากให้น้ำมากเกินไป
ก็จะทำให้เกิดผลเสียได้เช่นกัน คือใบหน้าวัวจะเหลืองและเหี่ยวแห้ง เน่าตายได้

สำหรับสวน Star Flora
ได้มีการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ภายในโรงเรือน
และแบบพ่นหมอกทั้งภายในและภายนอกโรงเรือน
จึงไม่เป็นปัญหาในเรื่องของอุณหภูมิสูง และความชื้นต่ำ

เมื่อสภาพอากาศร้อนอุณหภูมิจะสูง
ทางสวนจะมีการเปิดระบบพ่นหมอกเพื่อช่วยลดอุณหภูมิลงได้ จึงทำให้หน้าวัวของสวน
Star Flora ได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพสูง
 

 

 

แสงและการถ่ายเทอากาศ

         แสงนับว่ามีอิทธิพลต่อการปลูกหน้าวัวอีกปัจจัยหนึ่ง
สภาพของแสงที่เหมาะสมกับการปลูกหน้าวัวจึงขึ้นอยู่กับสายพันธุ์
ถ้าหากหน้าวัวได้รับแสงมากเกินไป และมีความชื้นลดลง
จะทำให้หน้าวัวชะงักการเจริญเติบโต แต่ถ้าหากหน้าวัวได้รับแสงน้อยไป
ความชื้นก็จะมาก การเจริญเติบโตจะดีขึ้น ใบสีเขียวเข้ม หนา
แต่จะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย
แสงที่เหมาะสมกับการปลูกหน้าวัวจะเจริญได้ดีที่ระดับความเข้มแสง 16,000 –
27,000 ลักซ์ หากความเข้มของแสงเกิน 27,000 ลักซ์ ต้นจะแตกกิ่งข้างได้ดี
แต่สีของดอกและใบจะซีดเหลือง ปลีจะไหม้ ขอบใบแห้งและไหม้ได้
ดังนั้นโดยทั่วไปจะพรางแสงประมาณ 70 – 80 %

ทางสวน Star Flora ได้ทำการมุงหลังคาด้วยตาข่ายพลางแสง ชั้นเดียว และ 2 ชั้น
และมุงด้วยพลาสติกใสอีกชั้นหนึ่ง พร้อมกับมีการติดตั้งตัวดูดอากาศด้วย ทำให้สวน
Star Flora ไม่มีปัญหาในเรื่องของแสงมากเกินไป
การติดตั้งตัวดูดอากาศยังช่วยทำให้การถ่ายเทอากาศภายในโรงเรือนดีขึ้นอีกด้วย

 

 

   

 

ปุ๋ยและยาที่ใช้สำหรับหน้าวัว
         
      การให้ปุ๋ย:
            
              

หน้าวัวเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้แม้จะไม่มีการให้ปุ๋ยเลย
แต่การให้ปุ๋ยเสริมทำให้หน้าวัวมีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น และมีดอกขนาดใหญ่
แต่การใช้ปุ๋ยต่าง ๆ นั้นย่อมให้ประโยชน์และโทษ
แต่ต้องระวังไม่ควรใช้ปุ๋ยที่มีความเข้มข้นเกินความต้องการมากเกินไป
อาจทำให้หน้าวัวตายได้
       สำหรับการให้ปุ๋ยของสวน Star Flora
เราได้มีผู้ชำนาญด้านการเกษตรเป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับการให้ปุ๋ย ทางสวน Star Flora
จะให้ปุ๋ยสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เช่น ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น, ปุ๋ยเร่งดอก
และปุ๋ยเพิ่มคุณภาพของดอก และทางสวน Star Flora
ยังมีการเพิ่มปุ๋ยธาตุอาหารเสริมให้กับหน้าวัวอีกด้วย
เพื่อเป็นการเพิ่มคุณภาพดอกหน้าวัวให้ได้ตามมาตราฐานที่ตลาดต้องการ
หรือจะใช้ปุ๋ยละลายช้า (ออสโมโคส) ร่วมด้วย

    
   การใช้ยากำจัดแมลงและปราบศัตรูพืช :
             

      โดยปกติหน้าวัวจะมีศัตรูรบกวนน้อยมาก เนื่องจากหน้าวัวมีใบที่หนา
และมีไขเคลือบใบ
แต่อย่างไรก็ตามหากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมก็อาจจะมีการทำลายของแมลง
หรือโรคเข้าระบาดได้ ทางสวน Star Flora
มีปัญหาถูกแมลงหรือการทำลายโรคระบาดพบได้น้อยมาก เพราะทางสวน Star Flora
มีการจัดการที่ดี มีการเตรียมพร้อมในด้านโรงเรือน วัสดุปลูก ตลอดจนการดูแลที่ดี
เริ่มตั้งแต่การเตรียมแปลงปลูก จะมีการฉีดยากันเชื้อราทั่วพื้นที่โรงเรือน
แล้วจึงลงมือทำการปลูก ถ้าหากหลังทำการปลูกไปแล้วมีการระบาดของเชื้อรา
จะทำการฉีดยาเชื้อราทันที เพื่อยับยั้งการระบาดต่อไป
หรือมีการทำลายของหนอนหรือแมลง ทางสวนก็จะฉีดยาฆ่าแมลงเพื่อยับยั้งการระบาด
แต่ทางสวนจะไม่ฉีดยาตัวเดียวซ้ำ ๆ กัน เพราะจะทำให้ดื้อยาได้ง่าย
ในการใช้ยาฆ่าแมลงทางสวน Star Flora
ได้ใช้ยาชีวภาพในการฉีดพ่นกำจัดแมลงร่วมด้วย
 
 

 

 

Marketing trend

 

 
           ในอดีตดอกหน้าวัวเป็นที่ต้องการของตลาดน้อยมาก
เมื่อเปรียบเทียบกับดอกไม้ชนิดอื่น
แต่ปัจจุบันได้มีการผลิตและส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้นและขณะเดียว
กันก็มีการซื้อขายภายในประเทศมากขึ้น
และราคาของดอกหน้าวัวก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ
และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีความต้องการทางตลาดมากขึ้น
โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ
 
ความต้องการดอกหน้าวัวในตลาดต่างประเทศ
   
 
ประเทศ
พื้นที่เพาะปลูก
(แอกแตร์)
ตลาด
Netherland
90
E.U. 80 – 90 %
Hawai
80
Japan 60 % U.S.A. 40 %
Mauritius
70
Japan 30 % Italy 30 %
Taiwan
70
Domestic / Japan
Italy
20
Domestic 90 %
 
       

 

 

 

 

powered by performancing firefox

powered by performancing firefox

 

ผลิตภัณฑ์และคุณภาพ

Filed under: Uncategorized — flowerslover @ 4:51 pm

Pistache
ความกว้างของดอก 14-26 cm.
อุณหภูมิ 25cํ อายุดอก 28 วัน
อุณหภูมิ 28-30cํ อายุดอก 25 วัน

 

Rosa
ความกว้างของดอก 14-26 cm.
อุณหภูมิ 25cํ อายุดอก 33 วัน
อุณหภูมิ 28-30cํ อายุดอก 19 วัน
 

Rapido
ความกว้างของดอก 10-14 cm.
อุณหภูมิ 25cํ อายุดอก 30 วัน
อุณหภูมิ 28-30cํ อายุดอก 19 วัน



Angel
ความกว้างของดอก 13-16 cm.
อุณหภูมิ 25cํ อายุดอก 39 วัน
อุณหภูมิ 28-30cํ อายุดอก 20 วัน
 

Champagne
ความกว้างของดอก 13-15 cm.
อุณหภูมิ 25cํ อายุดอก 29 วัน
อุณหภูมิ 28-30cํ อายุดอก 14วัน

Casino

ความกว้างของดอก 14-16 cm.
อุณหภูมิ 25cํ อายุดอก 27 วัน
อุณหภูมิ 28-30cํ อายุดอก 20 วัน

 
         
Volare
Tivoli
Season
Montana
Ambition
 
 
Impreza
Caribo
Bambino
Atlanta
Florentino
คุณภาพดอกหน้าวัว

          ลักษณะที่ดีของดอกหน้าวัว
ควรมีก้านดอกยาวและตรง ตรงตามสายพันธุ์ สีของจานดอกสีสด ไม่ซีด
ไม่เป็นโรคหรือมีตำนิจากการทำลายของแมลง ลักษณะดอก
ไม่บิดเบี้ยว จานรองดอกทั้งสองข้างเท่ากัน ปลีดอกสั้นกว่าจานรองดอก

ขนาดดอก
(size)
ขนาดความกว้างของดอก
(cm.)

ขนาดความยาวก้านดอก
(cm.)

ss
ต่ำกว่า 8
ต่ำกว่า 30
S
8-10
35
M
10-12
40
L
12-14
50
XL
14-16
55
XXL
มากกว่า16
มากกว่า 60
คุณภาพหน้าวัว-กระถาง  
     
     

  สำหรับหน้าวัวไม้กระถางนั้น
ลักษณะดอกที่ดี ดอกเป็นรูปหัวใจ ปริมาณดอก 4 – 6 ดอก/ต้น ทรงพุ่มเป็นฉัตร
ทรงพุ่มค่อนข้างเล็กกระทัดรัด ใบของหน้าวัวไม้กระถางต้องเป็นสีเขียว เป็นมัน
ใบไม่ใหญ่มากนักมองแล้วได้สัดส่วน
 
         

  

หน้าวัว-กระถาง
ดอกหน้าวัวกับงานตกแต่ง
คุณภาพหน้าวัวตัดดอก
คุณภาพหน้าวัวกระถาง
การปลูกและการดูแลรักษา

ลำดับที่
ชื่อพันธุ์
รายละเอียด
จำนวนดอก
ความสูง/ซม.
เส้นผ่าศูนย์กลาง/ซม
1
Bambino
ดอกสีแดงอมชมพู
4-6
29-30
30-32
2
Atlanta
ดอกสีแดงอมส้ม
2-4
30-32
35-37
3
Florentino
ดอกสีชมพู
3-4
30-32
37-40
4
Tivori
ดอกสีชมพู
4-6
18-20
29-30
5
Impreza
ดอกสีแดงเข้ม
4-6
30-32
32-34
6
Volare
ดอกสีส้มขอบเขียว
2-4
26-28
30-32
7
Ambition
ดอกสีแดงเข้ม
2-4
27-30
29-30
8
Season
ดอกสีชมพูอมเขียว
3-5
26-28
28-30
9
California
ดอกสีส้ม
1-2
30-32
30-32
10
Amigo
ดอกสีแดงอมเขียว
1-2
26-28
28-30

 

 

 

powered by performancing firefox