Flowers

Just another WordPress.com weblog

เทคโนโลยีการผลิตหน้าวัว (Anthurium) October 14, 2006

Filed under: ดอกหน้าวัว — flowerslover @ 3:44 pm

เทคโนโลยีการผลิตหน้าวัว (Anthurium)

หน้าวัว (Anthurium)


หน้าวัว มีชื่อวิทยาศาสตร์ Anthurium x cullorum ซึ่งเป็นลูกผสมของสกุล
Anthurium ชนิดต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็น Anthurium andraeanum
หน้าวัวอยู่วงศ์ Araceae วงศ์เดียวกับเผือก และบอน
มีถิ่นกำเนิดในแถบเขตร้อนของทวีปอเมริกาเหนือ และใต้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น
หน้าวัวเป็นไม้อายุหลายปี อวบน้ำ (perennial herbaceous)
ลำต้นตรงค่อนไปทางเลื้อย ลำต้นมีการเจริญเติบโตแบบยอดเดียวหรือแตกกอก็ได้
เมื่อยอดเจริญสูงขึ้นอาจพบรากบริเวณลำต้น
รากเหล่านี้จะเจริญลงสู่เครื่องปลูกก็ต่อเมื่อมีความชื้นเพียงพอหรือมีวัสดุปลูกรองรับ
หน้าวัวสามารถเจริญเติบโตได้บนต้นพืชหรือก้อนหิน
เนื่องจากเป็นพืชระบบรากอากาศ (aerial root)
สามารถดูดน้ำและความชื้นจากอากาศได้
ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุปลูกควรเป็นวัสดุที่โปร่ง ระบายน้ำดี
มิฉะนั้นจะทำให้รากเน่าได้

ใบ เป็นใบเดี่ยว รูปร่างแตกต่างกัน
เช่น รูปใบพาย รูปทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด
แต่ที่พบส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ผิวใบมัน
การเรียงตัวของใบจะเรียงเป็นเกลียวรอบต้น
พวกที่มีใบกว้างเส้นใบจะเรียงตัวคล้ายร่างแห
ขณะที่พวกใบแคบเส้นใบจะเรียงตัวคล้ายเส้นขนาน
แต่เส้นใบมักจะนูนขึ้นอย่างชัดเจน

ดอก
ดอกเกิดจากตาเหนือโคนใบแต่ละใบ ดอกจะประกอบด้วย จานรองดอกหรือใบประดับ
(spathe) ช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอก มีดอกจำนวนมาก
ดอกหน้าวัวมีขนาดเล็กจำนวนหลายร้อยดอกเรียงกันอยู่บนปลี (spadix)
ดอกหน้าวัวเป็นดอกสมบูรณ์เพศ คือมีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียในดอกเดียวกัน
ลักษณะดอกเป็นช่อรูปสีเหลี่ยมข้าวหลามตัด ดอกมี 4 กลีบ
ดอกจะบานหลังจากจานรองดอกคลี่ประมาณ 2 – 3 วัน
ดอกจะเริ่มบานจากโคนปลีเป็นลำดับจนสุดปลี
โดยเกสรตัวเมียจะแก่ก่อนเกสรตัวผู้
เมื่อดอกบานเกสรตัวเมียจะโผล่ขึ้นจากจากดอก เห็นเป็นตุ่มขรุขระ
เมื่อดอกพร้อมที่จะผสมจะมีเมือกเหนียวเป็นมันที่ปลายยอดในช่วงเวลา 08.00 –
10.30 น. หากไม่ได้รับการผสมก็จะแห้งไป หลังจากนั้นเกสรตัวผู้ 4
อันขนาดเล็กจะโผล่พ้นกลีบดอกและจะแตกออกเห็นเป็นละอองสีขาวคล้ายฝุ่นแป้งบริเวณผิวปลี
ซึ่งจะสังเกตเห็นเฉพาะเวลา 8.00 – 10.30 น. ของวันที่มีอากาศเย็น
การผสมเกสรสามารถทำได้โดยใช้นิ้วมือหรือพู่กันแตะที่ละอองเกสรตัวผู้
แล้วนำไปป้ายที่ยอดเกสรตัวเมีย หลังการปฏิสนธิ
ปลีจะบวมขึ้นในส่วนของดอกที่มีการพัฒนาเป็นผล
ปลีที่บวมจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเพื่อช่วยในการสังเคราะห์แสง ผลจะสุกใน 3 –
6 เดือน เมื่อผลแก่จะดันตัวขึ้นจากปลีและผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
หรือสีม่วงแดงแล้วแต่สายพันธุ์ ใน 1 ผลอาจมีเมล็ด 1 – 3 เมล็ด

>>>การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์หน้าวัวมี 2 วิธีคือ การใช้เพศและไม่ใช้เพศ
หน้าวัวตัดดอกมักนิยมขยายพันธุ์โดยไม่ใช้เพศ
เนื่องจากต้นที่ได้จากเมล็ดมีโอกาสกลายพันธุ์ได้สูงมาก และใช้เวลานาน
การนำเทศนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาช่วยในการขยายพันธุ์จะทำให้ได้ต้นที่ตรงตามพันธุ์และปราศจากโรค

1. วิธีการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ทำได้หลายวิธี ได้แก่

1.1
การตัดยอด เป็นการขยายพันธุ์ที่ง่าย และนิยมปฏิบัติกันมาก
เนื่องจากต้นหน้าวัวบางสายพันธุ์
โดยเฉพาะหน้าวัวตัดดอกมักไม่คอยมีการแตกหน่อ การตัดยอดควรให้มีใบติดมา 4 –
5 ใบ และมีรากติดมาด้วยจะทำให้หน้าวัวฟื้นตัวเร็วขึ้น
หากไม่มีรากติดมาควรนำไปชำก่อนในโรงเรือนที่มีความชื้นสูง
รอจนมีการแตกรากใหม่ แล้วจึงย้ายไปปลูกในโรงเรือนตามปกติ
หลังจากตัดยอดต้นเดิมสามารถแตกหน่อขึ้นมาเมื่อหน่อแข็งแรงมีรากก็สามารถแยกออกไปปลูกใหม่ได้

1.2 การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ปัจจุบันการผลิตหน้าวัวตัดดอกเพื่อการค้า
จำเป็นต้องใช้ต้นกล้าพันธุ์เป็นจำนวนมาก ตรงตามสายพันธุ์และมีความสม่ำเสมอ
เพื่อความสะดวกในการวางแผนการผลิตและดูแลรักษา
เทคนิคการขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลิตต้นกล้าให้มีคุณภาพ
และปริมาณตามความต้องการของผู้ปลูก การขยายพันธุ์โดยวิธีธรรมชาติเช่น
การตัดยอด หรือแยกหน่อ มักจะทำได้ช้าและได้ต้นไม่สม่ำเสมอ ยากต่อการจัดการ
ข้อได้เปรียบในการใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพอสรุปได้ดังนี้

1. ปราศจากโรค ต้นกล้าที่ได้จะปลอดโรค
เมื่อนำไปปลูกทำให้การเจริญเติบโตเร็ว แข็งแรง
ในขณะที่ต้นจากการตัดยอดหรือแยกหน่อมักจะมาจากต้นหลาย ๆ ต้น
และเกิดบาดแผลจากการตัด
โอกาสติดโรคหรือเกิดโรคระบาดเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็ว

2. ตรงตามพันธุ์
ผู้ปลูกมั่นใจได้ว่าต้นกล้าพันธุ์ทุกต้นจะให้ผลผลิตตรงตามพันธุ์ที่ต้องการ
เนื่องจากเป็นการขยายพันธุ์จากต้นแม่เพียงต้นเดียว
3.
เพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนการผลิต
เนื่องจากต้นกล้าที่ได้มีขนาดใกล้เคียงกันทำให้สะดวกในการจัดการ
และการดูแลรักษา สามารถประเมินผลผลิตล่วงหน้าได้แม่นยำ
ทำให้การซื้อขายล่วงหน้ามีความเสี่ยงต่ำ ผลผลิตมีความเสม่ำเสมอสูง

4.
ย่นระยะเวลาการผลิต หารผู้ปลูกต้องการต้นกล้าจำนวนมาก เช่น 10,000 ต้น
จากต้นที่ผ่านการคัดเลือกเพียงหนึ่งต้น อาจต้องใช้เวลานาน 5 ปี
หากขยายพันธุ์โดยวิธีการตัดยอก หรือแยกหน่อ
แต่ถ้าขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะใช้ระยะเวลาเพียง 1 ปี


2. วิธีการขยายพันธุ์โดยใช้เพศ

มักนิยมใช้ปรับปรุงพันธุ์หน้าวัว
เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรมสำหรับใช้ในการคัดเลือกต้นที่มีลักษณะดีตามต้องการ
เมล็ดหน้าวัวสูญเสียความงอกเร็วมากจึงควรเพาะทันทีหลังการเก็บเกี่ยว
โดยนำเมล็ดมาล้างในน้ำสะอาดให้หมดเมือง
แล้วเพาะบนวัสดุที่เก็บความชื้นได้ดีและมีการระบายน้ำดี เช่นขุยมะพร้าว
หรือทรายผสมขุยมะพร้าว วางเมล็ดบนวัสดุปลูกไม่จำเป็นต้องกลบ
แล้วเก็บในโรงเรือนพรางแสง 75 – 80 เปอร์เซ็นต์ ต้นกล้าจะงอกภายใน 20 – 30
วัน

 

การตลาดหน้าวัว

การตลาด
เป็นปันปัจจัยที่ปลูกส่วนใหญ่มักมองข้าม
ทำให้ผลผลิตที่ออกมาไม่สามารถจำหน่ายได้หมด
หรือจะหน่ายได้ในราคาที่ต่ำเนื่องจากถูกกดราคาจากพ่อค้า
ดังนั้นผู้ที่จะทำการปลูกหน้าวัวเพื่อการค้าจึงควรพิจารณาการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดเพื่อลดปัญหาในเรืองการจำหน่าย
ซึ่งสิ่งที่ต้องนำมาใช้ในการพิจารณาพอสรุปได้ดังนี้

1. ประเภทของตลาด
ผู้ผลิตจะต้องกำหนดประเภทของตลาดที่จะจำหน่ายดอกหน้าวัวไว้ล่วงหน้า
เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการผลิต
หากผู้ผลิตต้องการจำหน่ายผลผลิตในตลาดท้องถิ่น
สิ่งที่ควรนำมาพิจารณาเป็นอันดับแรกคือ ต้นทุนในการผลิตที่ต่ำ
เนื่องจากราคาจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นมักจะมีราคาต่ำ
แต่คุณภาพของผลผลิตมักเป็นเรื่องรองลงมา
แต่ถ้าหากต้องการผลิตเพื่อจำหน่ายให้กับบริษัทผู้รับซื้อ ร้านดอกไม้
หรือส่งออกต่างประเทศ
สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกกับเป็นเรื่องคุณภาพของผลผลิต
เนื่องจากคุณภาพจะเป็นตัวกำหนดราคา และมีมาตรฐานการรับซื้อเป็นตัววัด
และยังต้องมีปริมาณเพียงพอและมีผลผลิตสม่ำเสมอตลอดทั้งปี
การกำหนดประเภทของตลาดที่จะจำหน่ายจะทำให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนการลงทุนและการผลิตง่ายขึ้น

2. สายพันธุ์
เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคและตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
เนื่องจากสินค้าดอกไม้เป็นแฟชั่น ผู้บริโภคจึงต้องการความแปลกใหม่อยู่เสมอ
ดังนั้นสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่เข้าสู่ตลาดมักได้รับความนิยม และมีราคาสูง
ผู้ผลิตจึงต้องติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง
และควรมีความหลากหลายของสายพันธุ์
เนื่องจากการตลาดหน้าวัวในประเทศไทยยังผลิตเพื่อใช้ในประเทศเป็นส่วนใหญ่
ทำให้ปริมาณการผลิตถูกจำกัด
แต่ในอนาคตหากมีการส่งออกเพิ่มขึ้นผู้ผลิตจำเป็นต้องเน้นปริมาณในแต่ละสายพันธุ์
มากกว่าความหลากหลายของสายพันธุ์

3. การขนส่ง
ระยะเวลาหลังการตัดดอกหน้าวัวจะเป็นตัวกำหนดคุณภาพของดอกหน้าวัว
หากระยะเวลาในการขนส่งจากแหล่งผลิตสู่ตลาดใช้เวลานานหรือไม่สะดวก
ก็จะทำให้สูญเสียคุณภาพและมีผลกระทบโดยตรงต่อราคา
ผู้ปลูกจึงควรพิจารณาพื้นที่การผลิตที่อยู่ใกล้ตลาด
ควบคู่ไปกับพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการผลิต

สายพันธุ์

สายพันธุ์
เป็นสิ่งที่ผู้ผลิตต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสิตใจปลูกหน้าวัว
เนื่องจากหน้าวัวเป็นพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวผลผลิตนาน 5 – 7 ปี
ต่อการปลูกหนึ่งครั้งและมีการลงทุนในช่วงแรงค่อนข้างสูง
หากผู้ผลิตคัดเลือกสายพันธุ์ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องการผลิต
และการตลาดขึ้นได้ในอนาคต ผู้ผลิตจึงควรศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ
ก่อนตัดสินใจเลือกสายพันธุ์ที่ต้องการผลิต ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ
ที่นำมาพิจารณาตัดสินใจพอสรุปได้ดังนี้

1.
สายพันธุ์ที่ตรงกับความต้องการของตลาด
เนื่องจากความต้องการของตลาดมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ผู้ผลิตจะต้องติดตามข่าวสารการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อนำมาใช้ในการพิจารณาตัดสินใจผลิต
สายพันธุ์ที่ตลาดมีความต้องการสูงอาจพิจารณาจากหลาย ๆ ด้าน เช่น สีดอก
ปัจจุบันหน้าวัวสีแดงจะได้รับความนิยมสูงและตลาดมีความต้องการมากกว่าสีอื่น
ๆ และในบางประเทศ เช่น จีน เวียดนาม
จะนิยมใช้หน้าวัวดอกสีแดงมากกว่าสีอื่น ๆ เช่นกัน ขนาดดอก
ดอกหน้าวัวขนาดใหญ่จะได้รับความนิยมและจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าดอกขนาดเล็ก
นอกจากนี้หน้าวัวสายพันธุ์ใหม่ ๆ
ที่มีผลผลิตน้อยจะมีราคาสูงกว่าสายพันธุ์เก่าที่มีผลผลิตปริมาณมาก

2.
สายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง
โดยทั่วไปหน้าวัวสายพันธุ์ตัดดอกที่ดีควรจะให้ผลผลิตต่อต้นต่อปีไม่ควรต่ำกว่า
6 ดอก เนื่องจากปริมาณผลผลิตจะเป็นตัวกำหนดรายได้ที่ผู้ผลิตจะได้รับ
หากผลผลิตต่ำเกินไปก็จะไม่คุ้มกับการลงทุน
ในทางตรงกันข้ามหน้าวัวที่ให้ผลผลิตต่ำกว่ามาตรฐานแต่ตลาดมีความต้องการสูงส่งผลให้ราคาดอกสูงตามไปด้วย
ข้อมูลเหล่านี้ผู้ผลิตสามารถสอบถามจากแหล่งผลิตต้นพันธุ์จำหน่าย
นอกจากนี้ผลผลิตยังผันแปรตามวิธีการปลูก การดูแลรักษา
และสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่การผลิต

3.
สายพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคและแมลง
จะทำให้ลดปัญหาเรื่องการใช้สารเคมีและลดต้นทุนในการผลิต
โดยปกติแล้วจะพบปัญหาเรื่องโรค และแมลงในการผลิตค่อนข้างน้อย
มักมีการระบาดเป็นช่วง ๆ หากผู้ผลิตมีการควบคุม
และป้องกันอย่างต่อเนื่องและถูกวิธีก็จะสามารถลดปัญหาลงได้

4.
สายพันธุ์ที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้ดี
ปัจจุบันสายพันธุ์หน้าวัวที่ผลิตเชิงการค้าส่วนใหญ่นำเข้าพันธุ์จากต่างประเทศ
เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่มีดอกสีสันสวยงาม
ให้ผลผลิตสูงและตลาดมีความต้องการมาก การนำเข้าสายพันธุ์ใหม่ ๆ
มาปลูกมักประสบปัญหาเรื่องสายพันธุ์เหล่านี้ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้
จึงทำให้ผู้ผลิตต้องสูญเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์
เนื่องจากราคาของต้นนำเข้าค่อนข้างสูง
นอกจากนี้ยังพบปัญหาเรื่องคุณภาพและผลผลิตไม่ตรงกับสายพันธุ์ที่เจ้าของพันธุ์ระบุไว้
ผู้ผลิตจึงควรเลือกสายพันธุ์ที่มั่นใจได้ว่า
สามารถปลูกเละเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถศึกษาได้จากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องหรือผู้ปลูกเลี้ยงที่มีประสบการณ์

 

สภาพแวดล้อม

เป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของต้นหน้าวัว
การเลือกสภาพแวดล้อม
หรือการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับความต้องการของหน้าวัวแต่ละสายพันธุ์
จะทำให้ลดปัญหาการผลิต และทำให้คุณภาพของผลผลิตตรงตามความต้องการของตลาด
สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการเจริญเติบโต และควรให้ความสำคัญสรุปได้ดังนี้

1.
อุณหภูมิ หน้าวัวเป็นไม้ตัดดอกที่ปลูกได้ดีในช่วงอุณหภูมิที่กว้างมาก
ซึ่งอุณหภูมิต่ำสุดที่ไม่มีผลกระทบต่อการผลิตหน้าวัวคือ 15 องศาเซลเซียส
และอุณหภูมิสูงสุดที่หน้าวัวสามารถทนได้คือ 35 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิกลางวันที่เหมาะสมอยู่ที่ 21 – 25 องศาเซลเซียส
และอุณหภูมิกลางคืนที่เหมาะสมคือ 19 องศาเซลเซียส
สายพันธุ์หน้าวัวที่นำเข้าจากต่างประเทศบางสายพันธุ์ไม่สามารถทนต่ออุณหภูมิสูงได้
หากนำมาปลูกในสภาพที่มีอุณหภูมิสูง อาจทำให้ดอกมีคุณภาพลดลง ผลผลิตต่ำ
ใบไหม้ รากแห้ง ต้นแคระแกร็น และตายในที่สุด
ในขณะที่จะให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี เมื่อนำไปปลูกในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ
เช่น ภาคเหนือหรือภาคใต้ นอกจากนี้อุณหภูมิที่ต่ำเกินไป เช่น ต่ำกว่า 10
องศาเซลเซียสเป็นเวลานาน ก็จะมีผลกระทบต่อต้นหน้าวัวเช่นกัน
อาจทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต ใบ และก้านใบเกิดรอยช้ำ และไหม้
ต้นหน้าวัวบางสายพันธุ์ที่ไม่สามารถทนอุณหภูมิต่ำอาจจะตาย
หากผู้ปลูกไม่สามารถแก้ไขได้ทัน
เพราะฉะนั้นผู้ปลูกควรจะมีข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิของพื้นที่
เพื่อนำมาใช้พิจารณาคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม
ถ้าหากผู้ปลูกมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ที่มีอยู่แล้ว
เพื่อความสะดวกในการจัดการ
ก็จำเป็นที่จะต้องปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับการความต้องการของหน้าวัว
โดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าช่วย เข่น การใช้ระบบพ่นหมอก
เพื่อลดอุณหภูมิในช่วงกลางวันหรือการลดความเข้มแสงในช่วงกลางวันโดยการพรางแสงเพิ่มขึ้น
วิธีการเหล่านี้สามารถนำมาใช้เพื่อปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมได้ นอกจากนี้
โรงเรือนที่มีการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ (Evaporative Cooling
System)เข้ามาเสริม ก็จะแก้ปัญหาเรื่องอุณหภูมิสูงได้
แต่วิธีการนี้ต้องลงทุนสูง อาจจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

2.
ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ
ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกหน้าวัวตัดดอกประมาณ 75 – 85 %
ความชื้นสัมพัทธ์ไม่ควรต่ำกว่า 50 % เนื่องจากหน้าวัวเป็นพืชระบบรากอากาศ
(aerial root) ซึ่งรากสามารถดูดน้ำ และความชื้นจากอากาศได้
ดังนั้นหากความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศต่ำ อาจทำให้ต้นแคระแกร็น ขาดน้ำ
ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร นอกจากนี้ความชื้นสัมพัทธ์ไม่ควรสูงกว่า 95%
เนื่องจากความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงเกินไป จะทำให้เซลล์พืชอ่อนแอ
การระบาดของโรคเป็นไปได้ง่าย และรวดเร็ว
การควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ให้เหมาะสม สามารถทำได้หลายวิธี เช่น
หากความชื้นสัมพัทธ์ในโรงเรือนต่ำเกินไป
ควรติดตั้งระบบพ่นหมอกเหนือแปลงปลูกหน้าวัว
ก็จะช่วยเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ให้สูงขึ้นได้
ในขณะที่ความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงเกินไป ซึ่งมักเกิดขึ้นในพื้นที่มีฝนตกชุก
เช่น ทางภาคใต้ การเปิดด้านข้างของโรงเรือน
เพื่อให้การระบายความชื้นดีขึ้น หรือติดตั้งพัดลมอุตสาหะกรรม
เพื่อให้อากาศในโรงเรือนเกิดการหมุนเวียน
ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถลดความชื้นสัมพัทธ์ลงได้
แต่ก็จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น และไม่สามารถทำได้หากไม่มีกระแสไฟฟ้า
นอกจากนี้ในบางพื้นที่ที่มีฝนตกชุกอาจจำเป็นต้องคลุมหลังคาโรงเรือน
หรือคลุมแปลงปลูกด้วยพลาสติกใส
เพื่อป้องกันฝนที่อาจทำความเสียหายแก่ต้นหน้าวัว
และป้องกันการชะล้างของปุ๋ย ยา ที่ให้กับหน้าวัว
และไม่ทำให้วัสดุปลูกสะสมความชื้นมากเกินไป การทำหลังคาพลาสติก
ผู้ปลูกอาจทำแบบถาวร หรือชั่วคราว ให้พิจารณาตามความเหมาะของแต่ละพื้นที่
การตรวจวัดความชื้นสัมพัทธ์ในปัจจุบันทำได้สะดวก
และรวดเร็วโดยใช้เครื่องวัดความชื้นทีมีจำหน่ายหลายรูปแบบให้เลือกตามความเหมาะสมของกำลังทรัพย์

3. ความเข้มแสงภายในโรงเรือน
หน้าวัวต้องการความเข้มแสงในการเจริญเติบโตประมาณ 25,000 lux
หากความเข้มแสงน้อยเกินไปอาจจะทำให้ต้นหน้าวัวอ่อนแอ การเจริญเติบโตช้า
ต้นจะอวบน้ำ ก้านใบยึดยาว ผลผลิตลดลง ก้านดอกอ่อน อายุการใช้งานของดอกสั้น
ไม่ทนทานต่อการระบาดของโรค และแมลง แต่ถ้าหากความเข้มแสงมากเกินไป
อาจจะทำให้ใบไหม้ ต้นแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต ใบหยาบกระด้างไม่เป็นมัน
สีดอกซีดไม่สดใส ซึ่งในแต่ละพื้นที่จะมีปริมาณความเข้มแสง
และความสม่ำเสมอของแสงแตกต่างกัน เช่น พื้นที่ภาคกลาง
และอีสานจะมีความเข้มแสง และความสม่ำเสมอของแสงมากกว่าพื้นที่ภาคเหนือ
และใต้ นอกจากนี้ฤดูกาลก็ยังเป็นตัวกำหนดปริมาณแสง และความเข้มแสง
ในฤดูหนาวจะมีความเข้มแสง และปริมาณแสงน้อยกว่าในฤดูร้อน
ผู้ปลูกจึงควรนำข้อมูลเหล่านี้มาพิจารณา
เพื่อใช้ประกอบการออกแบบโรงเรือนตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

4.
การระบายอากาศหรือการหมุนเวียนอากาศภายในโรงเรือน
มีความสำคัญมากในการผลิตหน้าวัว
เนื่องจากการระบายอากาศหรือการหมุนเวียนอากาศภายในโรงเรือนจะมีผลต่ออุณหภูมิ
ความชื้นสัมพัทธ์และการระบาดของโรคภายในโรงเรือน
หากโรงเรือนตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีการหมุนเวียนของอากาศไม่ดี
ก็จะทำให้เกิดการสะสมความร้อน และความชื้นในโรงเรือน
ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการระบาดของโรค
ในขณะที่โรงเรือนที่ตั้งอยู่ในสภาพพื้นที่ที่มีลมพัดตลอดทั้งวัน
ก็อาจทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ในโรงเรือนลดลง
ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของหน้าวัว
ผู้ผลิตควรพิจารณาสภาพพื้นที่ก่อสร้างโรงเรือนว่ามีสภาพเป็นอย่างไร
หากพื้นที่ไม่มีการหมุนเวียนของอากาศ
ควรเปิดด้านข้างของโรงเรือนหรือทำหลังคาโรงเรือนสองชั้น
เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศ บริเวณรอบ ๆ
โรงเรือนไม่ควรปล่อยให้มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม
เพราะจะทำให้การหมุนเวียนของอากาศลดลง
นอกจากนี้การติดตั้งพัดลมระบายอากาศภายในโรงเรือนเป็นช่วง ๆ
ก็สามารถช่วยให้การหมุนเวียนของอากาศดีขึ้น ส่วนพื้นที่ที่มีลมพัดตลอดเวลา
ควรปิดด้านข้างของโรงเรือนเพื่อลดการสูญเสียความชื้น
ปัจจุบันนิยมสร้างโรงเรือนโดยให้ด้านข้างของโรงเรือนสามารถเปิดปิดได้
ซึ้งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงฤดูกาล

โรงเรือน

 

ในการผลิตหน้าวัวตัดดอกในปัจจุบันมักไม่นิยมนำไปปลูกรวมกับพืชชนิดอื่น
ๆ หรือปลูกใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือปลูกใต้ราวแขวนกล้วยไม้
เนื่องจากการเจริญเติบโต และการดูแลรักษาที่แตกต่างกัน
โดยเฉพาะหน้าวัวที่สั่งพันธุ์เข้ามาจากต่างประเทศ
ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ต้องการการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง และเหมาะสม
จึงจะให้ผลตอบแทนสูงสุด ดังนั้น
การพิจารณาสร้างโรงเรือนที่เหมาะสมสำหรับการผลิตหน้าวัวตัดดอกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งซึ่งไม่ควรมองข้าม
โรงเรือนที่เหมาะสมสำหรับหน้าวัวควรพรางแสงประมาณ 75 %
ซึ่งอาจจะใช้ตาข่ายพรางแสง 50 % ซ้อนทับกัน 2 ชั้น หรือ 75 %
ชั้นเดียวก็ได้
ซึ่งวิธีดังกล่าวเหมาะสมกับพื้นที่ที่มีแสงแดดสม่ำเสมอทั้งปี
เช่นในเขตภาคกลาง และภาคอีสาน สำหรับพื้นที่ที่มีปริมาณแสงไม่สม่ำเสมอ
เช่นภาคเหนือ และภาคใต้ ควรคลุมโรงเรือนโดยใช้ตาข่ายพรางแสงแยกกัน 2 ชั้น
โดยชั้นแรกยึดติดกับโรงเรือนด้วยตาข่ายพรางแสง 60 % ชั้นที่ 2
สามารถเปิดปิดได้ โดยใช้ 60 % เช่นกัน
ซึ่งจะสามารถเปิดปิดในช่วงที่ได้รับแสงแดดมากหรือน้อยเกินไป
โดยเฉพาะในฤดูหนาวซึ่งมีช่วงกลางวันสั้น และแสงแดดน้อย
นอกจากปริมาณแสงจะเป็นตัวกำหนดการสร้างโรงเรือนแล้ว
ยังมีข้อควรพิจารณาในการสร้างโรงเรือนซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1.
งบประมาณ จะเป็นตัวกำหนดรูปแบบ และวัสดุที่จะนำมาใช้สร้างโรงเรือน
โรงเรือนที่ดีควรจะมีรูปแบบที่ตอบสนองต่อการเจริญเติบโต
และความต้องการของต้นหน้าวัว มีความแข็งแรง และอายุการใช้งานยาวนาน
เนื่องจากหน้าวัวเป็นพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวนาน 5 – 7 ปีต่อการปลูก 1
ครั้ง หากโรงเรือนได้รับความเสียหายในระหว่างการปลูก
ซึ่งอาจเกิดจากวัสดุที่นำมาใช้ หรือเกิดจากภัยธรรมชาติ
ก็จะมีผลกระทบกระเทือนต่อผลผลิตโดยตรง
เพราะฉะนั้นวัสดุที่จะนำมาใช้สร้างโรงเรือนจึงควรเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น
มีความแข็งแรง สะดวกในการนำมาใช้งาน
ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการสร้างโรงเรือนลดลง

2. ความสูงของโรงเรือน
ความสูงของโรงเรือนจะมีผลต่ออุณหภูมิ และการระบายอากาศภายในโรงเรือน
ความสูงของโรงเรือนที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 2.5 – 4 เมตร
โรงเรือนที่มีความสูงมากก็จะทำให้อุณหภูมิภายในคงที่ และการระบายอากาศดี
แต่ก็จะสูญเสียเรื่องความแข็งแรง
ในขณะที่ความสูงของโรงเรือนลดลงก็จะทำให้ความแข็งแรงของโรงเรือนเพิ่มขึ้น
งบประมาณการก่อสร้างลดลง และง่ายขึ้น
แต่จะทำให้มีการสะสมความร้อนเพิ่มขึ้น เนื่องจากการระบายความร้อนไม่ดี
ผู้ปลูกจึงควรพิจารณาความสูงของโรงเรือนตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่
พื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ ก็สามารถลดความสูงของโรงเรือนลงได้
เช่นพื้นที่ปลูกบนที่สูงทางภาคเหนือ
ในขณะที่ภาคกลางมักจะมีอุณหภูมิสูงตลอดปี โรงเรือนควรมีความสูง ไม่ต่ำกว่า
3 เมตร หรือหากต้องการลดความสูงลง
ก็จำเป็นต้องมีระบบพ่นหมอกเพื่อลดอุณหภูมิ
หรือเปิดด้านข้างโรงเรือนเพื่อระบายอากาศ และความร้อน

3.
ตาข่ายพรางแสง ปัญหาที่พบมักเป็นเรื่องคุณภาพ และมาตรฐานการผลิตยังไม่ดีพอ
ความสม่ำเสมอในการทอ หรือ % ที่ระบุไว้ ไม่ตรงกับความเป็นจริง
เมื่อนำมาใช้งานทำให้ปริมาณแสงที่ต้นหน้าวัวได้รับไม่ตรงกับที่ผู้ปลูกกำหนดไว้
ตาข่ายพรางแสงที่ดีควรมีอายุการใช้งานนานกว่า 5 ปี
และหากมีการผสมสารป้องกันรังสี UV ลงไปในเนื้อพลาสติก
ก็จะทำให้อายุใช้งานนานขึ้น ผู้ปลูกจึงต้องพิจารณาแหล่งผลิต
หรือโรงงานที่เชื้อถือได้ นอกจากนี้ยังพบว่า ตาข่ายพรางแสงสีดำ
จะสามารถพรางแสงได้ดีกว่าสีอื่น ๆ เช่น เขียว หรือน้ำเงิน

4.
หลังคาพลาสติก ในพื้นที่ที่มีฝนตกชุก และช่วงฤดูฝนยาวนาน เช่น
พื้นที่ทางภาคใต้ โรงเรือนควรคลุมด้วยพลาสติกใสป้องกันฝน
เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่มากเกินไป จะมีผลต่อการแพร่ระบาดของโรค
การชะล้างของปุ๋ย และยา รวมทั้งคุณภาพของดอก
หากไม่สามารถคลุมโรงเรือนด้วยพลาสติกได้
ปลูกอาจดัดแปลงโดยทำหลังคาพลาสติกครอบแปลงปลูกภายในโรงเรือนหลัก
อาจจะทำแบบถาวร หรือชั่วคราวซึ่งสามารถถอดออกหลังจากหมดฤดูฝน
ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
แต่ก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

5. รูปแบบโรงเรือน
จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ผู้ปลูกสามารถดัดแปลงรูปแบบของโรงเรือนให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่การผลิต
และงบประมาณที่มีอยู่ หรืออาจดัดแปลงโรงเรือนปลูกพืชชนิดอื่นที่มีอยู่แล้ว
นำมาใช้ในการผลิตหน้าวัวก็ได้
ซึ่งรูปแบบของโรงเรือนจะต้องตอบสนองความต้องการของต้นหน้าวัว
และสะดวกในการปฏิบัติงาน

น้ำ

เป็นปัจจัยพื้นฐานในการผลิตพืชทุกชนิด
การผลิตหน้าวัวจำเป็นต้องมีแหล่งน้ำที่สะอาด และมีน้ำตลอดปี
เนื่องจากหน้าวัวเป็นพืชที่ต้องการน้ำมากตลอดช่วงอายุการผลิต ค่า pH
ของน้ำที่เหมาะสมในการผลิตหน้าวัวประมาณ 6 – 7.5
แต่หน้าวัวก็สามรถทนต่อค่า pH ได้ในช่วงที่กว้างพอสมควร
นอกจากนี้ประเภทของแหล่งน้ำที่จะนำมาใช้กับหน้าวัว
ผู้ปลูกจำเป็นต้องพิจารณาคุณสมบัติของแหล่งน้ำนั้น ๆ ให้ดีก่อนน้ำมาใช้
ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1. น้ำประปา
เป็นที่นิยมนำมาใช้ทั่วไปในแหล่งที่หาน้ำจากธรรมชาติได้ยาก
ปัญหาที่มักพบเสมอในการนำน้ำประปามาใช้ก็คือ
ปริมาณความเข้มข้นของคลอรีนในน้ำประปา
ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของหน้าวัวได้
วิธีการลดปริมาณคลอรีนในน้ำประปาทำได้โดย
นำน้ำประปามาพักในบ่อพักน้ำก่อนนำไปใช้ 1 – 2 วัน
เพื่อลดความเข้มข้นของคลอรีนลง การนำน้ำประปามาใช้
ผู้ปลูกควรคำนึงถึงต้นทุนการผลิตที่ต้องเพิ่มขึ้น
เนื่องจากน้ำประปามีราคาแพง แต่น้ำประปาก็มีข้อดีคือเป็นแหล่งน้ำที่สะอาด
และน้ำมีคุณภาพดี

2. น้ำจากแม่น้ำ หรือคลอง
เป็นแหล่งน้ำที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
แต่มักพบปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งปี
และในบางช่วงอาจเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ น้ำขุ่นจากตะกอนดิน
หรือเกิดการระบาดของโรคที่ติดมากับน้ำ การนำน้ำจากแม่น้ำ ลำคลองมาใช้
ผู้ปลูกจึงควรมีบ่อพักน้ำเพื่อเก็บกักน้ำก่อนนำน้ำมาใช้
บ่อพักน้ำควรมีขนาดใหญ่พอสมควรสำหรับการหมุนเวียนนำน้ำมาใช้
การนำน้ำมาพักในบ่อพักน้ำก่อนจะทำให้เกิดการตกตะกอน น้ำจะใสขึ้น
การติดตั้งระบบให้น้ำแบบสปริงเกอร์หากมีตะกอนดินก็จะทำให้หัวพ่นน้ำอุดตันได้ง่าย
ปัจจุบัน มีบริษัทที่ผลิตชุดกรองน้ำจำหน่ายมากมาย
ผู้ปลูกสามารถเลือกซื้อนำมาติดตั่ง โดยให้น้ำผ่านระบบกรองก่อนนำไปใช้
ก็จะเพิ่มคุณภาพของน้ำได้มากขึ้น
นอกจากนี้หากนำน้ำที่มีตะกอนดินมาใช้รดหน้าวัว
มักจะพบปัญหาคราบน้ำติดอยู่บนกลีบดอกหน้าวัว ทำให้คุณภาพดอกลดลง

3.
น้ำกระด้าง คือน้ำที่มีสาร แคลเซียม แมกนีเซียม แมงกานีส เหล็ก
และไปคาร์บอเนทสูง น้ำประเภทนี้จะมีค่า pH สูงกว่า 7
การนำน้ำประเภทนี้มาใช้จึงต้องระมัดระวังไม่ให้สัมผัสกับส่วนบนของใบ
และดอก เนื่องจากจะทิ้งคราบตะกอนไว้บนใบ และดอก ทำให้ดอกเกิดรอยด่างขาว
การแก้ปัญหาน้ำกระด้างก่อนนำมาใช้ ก็จะช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้
โดยการปรับสภาพน้ำ ด้วยกรดไนตริก กรดฟอสฟอริก หรือกรดซัลฟูริก จนได้ pH
ที่เหมาะสม วิธีนี้จะยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายสูง
นอกจากนี้ผู้ปลูกเลี้ยงอาจจะปรับเปลี่ยนวิธีการให้น้ำ
พยายามไม่ให้น้ำสัมผัสใบ หรือดอกหน้าวัว โดยการให้น้ำบริเวณโคนต้น
ซึ่งอายใช้ระบบสปริงเกอร์เข้ามาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวก็เป็นวิธีการที่สะดวกรวดเร็ว
นอกจากนี้ควรงดให้ปุ๋ยที่ทำให้เกิดสภาพเป็นด่างมากขึ้น เช่น
แคลเซียมไนเตรท และควรให้ปุ๋ยที่มีสภาพเป็นกรด เช่น
ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนในรูปของแอมโมเนียม ยูเรีย และปุ๋ยที่มี กำมะถัน
ฟอสฟอริกออกไซด์ (P2O5) หรืออาจใช้กำมะถันผง อัตรา 3.5 กิโลกรัมต่อ 100
ตารางเมตร หว่านบนผิววัสดุปลูกก็ได้ ถ้าหากต้องการลดค่า pH
ให้ต่ำลงอย่างรวดเร็ว ก็สามารถใช้ อะลูมินัมซัลเฟต และเหล็กซัลเฟต
หว่านบนผิววัสดุปลูก ในอัตรา 7.3 กิโลกรัมต่อ 100 ตารางเมตร
หรือผสมน้ำรดบนวัสดุปลูก โดยใช้อัตรา 145 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยรด 10
ลิตรต่อตารางเมตร หากพบว่าต้นหน้าวัวแสดงอาการขาดธาตุเหล็ก ควรเลือกใช้
เหล็กซัลเฟต ในการปรับ pH เพราะจะสามารถแก้ปัญหาการขาดธาตุเหล็กได้ด้วย

4.
น้ำที่มีค่า pH ต่ำ หรือน้ำที่มีปริมาณ โซเดียม หรือ คลอไรด์ สูง
จะเป็นอันตรายต่อพืชอย่างมากหากให้น้ำเหนือต้นหน้าวัว
แต่ความเสียหายจะลดลงเมื่อให้น้ำเฉพาะเครื่องปลูก
การให้น้ำที่เป็นกรดเป็นเวลานานหรือต่อเนื่อง
จะทำให้ต้นหน้าวัวขาดธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมได้
วิธีแก้ปัญหาอาจทำได้โดยการปรับสภาพน้ำโดยเพิ่ม
โปแตสเซียมไปคาร์บอเนทในน้ำ หรือก่อนปลูก โรยด้วยปูนบด (CaCO3)
หรือปูนโดโลไม้ท์ (Ca,Mg(CO3)2) บนผิววัสดุปลุกอัตรา 14.5 – 24.5/100
ตารางเมตร ซึ่งจะเพิ่มค่า pH ได้ประมาณ 0.5 – 1 หน่วย
และจะไม่เกิดการขาดธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียม การใช้ปูนขาว (Ca(OH)2)
สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วกว่าปูนบด แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
เนื่องจากมีพิษกัดกร่อนรุนแรงมาก ไม่ควรใช้ปูนขาวรวมกับปุ๋ยละลายช้า เช่น
ออสโมโค้ท เพราะปูนขาวจะทำให้ธาตุไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียม
ถูกปลดปล่อยอย่างรวดเร็วเปลี่ยนกลับเป็นแก๊สแอมโมเนีย
ซึ่งเป็นพิษต่อระบบรากและใบ ทำให้รากและใบไหม้
จึงควรใช้ในกรณีจำเป็นที่ต้องการแก้ปัญหา pH ที่ต่ำมาก ๆ
และควรใส่ก่อนการปลูกหน้าวัวประมาณ 1 สัปดาห์
นอกจากนี้การใช้ปุ๋ยที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง เช่น
ปุ๋ยที่มีส่วนประกอบไนเตรท (NO2) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg)
โปรแตสเซียมออกไซด์ (K2O) เช่น แคลเซียมไนเตรท และโปแตสเซียมไนเตรท
ในอัตรา 2.4 กรัม และ 1.2 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตรตามลำดับ
รดทุกสัปดาห์ก็ใช้ได้ผล

วัสดุปลูกหน้าวัว

วัสดุปลูกหน้าวัวมีความสำคัญในการผลิต
เนื่องจากวัสดุปลูกเป็นแหล่งสะสมความชื้น แหล่งอาหาร
และเป็นที่พยุงลำต้นหน้าวัวให้ตั้งตรงอยู่ได้ หน้าวัวเป็นพืชระบบรากอากาศ
วัสดุปลูกจึงควรมีลักษณะโปร่ง ระบายน้ำดี และเก็บความชื้นได้ดี
สามารถเป็นที่ยึดของรากไม่ให้ต้นล้มเมื่อต้นโตขึ้น ไม่เป็นพิษต่อระบบราก
อายุการใช้งานนาน ไม่ผุ หรือย่อยสลายง่าย หาง่าย ราคาเหมาะสม มีค่า pH
อยู่ระหว่าง 5.5 – 7.5 นอกจากนี้วัสดุปลูกที่ดีไม่ควรเป็นที่สะสมของโรค
และเป็นที่อาศัยของแมลงที่เป็นศัตรูของหน้าวัว จากคุณสมบัติข้างต้น
จะเห็นได้ว่ายังไม่มีวัสดุปลูกชนิดใดที่มีคุณสมบัติครบทุกด้านตามความต้องการของต้นหน้าวัว
เพราะฉะนั้นผู้ปลูกเลี้ยงจะต้องเป็นผู้พิจารณาวัสดุปลูกที่จะนำมาใช้
โดยพิจารณาวัสดุปลูกที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับความต้องการของหน้าวัวมากที่สุดและหาได้ง่ายในท้องถิ่นสะดวกในการนำมาใช้
พบว่าในประเทศไทยมีวัสดุหลายชนิดที่สามารถนำมาใช้ในการปลูกหน้าวัวได้
ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันไปพอสรุปได้ดังนี้

1. กาบมะพร้าว
เป็นวัสดุที่หาได้ง่าย ราคาถูก การนำมาใช้งานง่ายไม่ยุ่งยาก
กาบมะพร้าวที่นำมาใช้ปลูกหน้าวัวควรเป็นกาบมะพร้าวที่แก่จัด
เปลือกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลโดยธรรมชาติ ไม่ใช้เกิดจากการตากแดด
กาบมะพร้าวที่แก่จัดจะมีเส้นใยมาก และเหนียว ทำให้อายุการใช้งานทนทาน
และไม่ย่อยสลายง่าย ปัจจุบันมีผู้ผลิตกาบมะพร้าวออกมาหลายรูปแบบ เช่น
มะพร้าวสับขนาดต่าง ๆ ใช้สำหรับหน้าวัวขนาดเล็ก และปลูกลงกระถาง
ส่วนหน้าวัวที่ปลูกลงแปลงนิยมใช้ทั้งกาบไม่จำเป็นต้องสับเป็นชิ้น ๆ
ข้อควรระวังในการใช้กาบมะพร้าวก็คือ
ไม่ควรใช้กาบมะพร้าวที่มาจากแหล่งผลิตใกล้ทะเล
เนื่องจากจะมีการสะสมของเกลือโซเดียม และคลอไรด์ สูง
อาจเป็นอันตรายต่อระบบรากของหน้าวัวได้ และควรมีการเสริมกาบมะพร้าวทุกๆ 6
เดือน เพื่อป้องกันรากที่เกิดใหม่ชงักการเจริญเติบโต แห้ง และตาย
การใช้กาบมะพร้าวเป็นวัสดุปลูกต้องคำนึงถึงการระบายน้ำ
แปลงปลูกจะต้องมีการระบายน้ำดีโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน
เนื่องจากกาบมะพร้าวสามารถอุ้มน้ำได้ดี
หากการระบายน้ำไม่ดีอาจทำให้ระบบรากเน่าได้ง่าย
ดังนั้นในพื้นที่ที่มีฝนตกชุก จึงไม่เหมาะที่จะใช้กาบมะพร้าวเป็นวัสดุปลูก
นอกจากนี้ยังพบปัญหาตะไคร่น้ำที่เจริญได้ดีบนกาบมะพร้าว
ตะไคร่น้ำจะแย่งปุ๋ยที่ให้กับหน้าวัวทำให้ต้นหน้าวัวไม่ได้รับปุ๋ยเต็มที่
ปัจจุบันความนิยมในการใช้กาบมะพร้าวเริ่มลดลงเรื่อย ๆ

2. ถ่านไม้
เป็นวัสดุปลุกที่นิยมใช้มานาน ปัจจุบันถ่านไม้มีราคาแพงและหาได้ยาก
แต่ถ่านไม้เป็นวัสดุที่มีความทนทาน สะอาด ย่อยสลายตัวช้า
ไม่เป็นที่สะสมของโรค
แต่ก็มีข้อเสียตรงที่เก็บความชื้นได้น้อยจำเป็นต้องมีการให้น้ำบ่อย
การใช้ถ่านไม้จึงเหมาะสมกับพื้นที่ที่มีฝนตกชุก
เนื่องจากมีการระบายน้ำที่ดี ในพื้นที่ที่มีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำมาก ๆ
สามารถนำถ่านไม้ไปผสมกับกาบมะพร้าวหรือแกลบ
เพื่อเพิ่มความชื้นให้กับวัสดุปลูกก็สามารถทำได้

3. ถ่านซังข้าวโพด
เป็นวัสดุที่คิดค้นโดยทีมวิจัยไม้ดอกเขตร้อน บริษัท
เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด เพื่อนำซังข้าวโพด
ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์
ซึ่งสามารถนำมาทดแทนถ่านไม้ได้ คุณสมบัติเหมือนถ่านไม้
แต่ดีกว่าตรงมีร่องเล็ก ๆ สามารถเก็บความชื้นได้ดีกว่าถ่านไม้
ถ่านซังข้าวโพดได้จากการนำซังข้าวโพดไร่ที่แห้งนำมาเผา คล้ายกับการเผาถ่าน
ปัจจุบันถ่านซังกำลังได้รับความนิยมจากผู้ปลูกหน้าวัวทั่วไป
เนื่องจากราคาถูกกว่าถ่านไม้ การใช้งานสะดวก
แต่ก็มีข้อจำกัดตรงที่วัสดุดิบซังแห้งมีเฉพาะพื้นที่ที่มีการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เท่านั้น
อีกทั้งเทคโนโลยีการเผาที่ให้ได้ปริมาณเนื้อถ่านสูงก็ยังไม่มี
ทำให้การใช้ถ่านซังจำกัดอยู่เฉพาะบางพื้นที่

4. ซังข้าวโพดหมัก
เป็นการนำซังข้าวโพดมาหมักเป็นเวลา 6 เดือน จนไม่เกิดความร้อน
สามารถนำมาใช้ผสมกับถ่านซังข้าวโพด นำมาใช้ปลูกหน้าวัวได้ผลดี
จากการทดลองพบว่าหน้าวัวมีการเจริญเติบโตดี
แต่ซังข้าวโพดหมักมักมีการย่อยสลายตัวเร็ว
จึงต้องมีการเพิ่มวัสดุปลูกเป็นระยะ ๆ

5. อิฐทุบ
เป็นวัสดุที่มีน้ำหนักมาก การนำมาใช้ยุ่งยาก ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม
แต่อิฐทุบก็มีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ คือ สะอาด
เก็บความชื้นได้ดีพอสมควร อายุการใช้งานทนทาน แต่เมื่อใช้ไปนาน ๆ
มักพบปัญหาตะไคร่น้ำ

6. กากกะลาปาล์มน้ำมัน เป็นวัสดุเหลือใช้
มีมากทางภาคใต้
นิยมนำมาใช้ปลูกหน้าวัวเนื่องจากมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการเช่น หาได้ง่าย
ราคาถูก เก็บความชื้นได้ดี แต่ข้อเสียคือ เมื่อใช้งานไปนาน ๆ
จะเกิดการย่อยสลายตัวและทำให้วัสดุแน่นทึบการระบายน้ำไม่ดี ระบบรากจะเสีย
และเป็นที่สะสมโรค ปัจจุบันความนิยมเริ่มลดลง
7. ถ่านกะลาปาล์มน้ำมัน
เป็นวัสดุที่เกิดจากการเผากะลาปาล์มน้ำมัน เช่นเดี่ยวกับถ่านซังข้าวโพด
ถ่านกะลาปาล์มจะมีขนาดเล็ก
หากนำมาใช้ปลูกหน้าวัวเพียงอย่างเดียวอาจทำให้วัสดุปลูกแน่นทึบเกินไป
ควรนำมาผสมกับวัสดุปลูกชนิดอื่นเพื่อเพิ่มความโปร่ง
ปัจจุบันยังมีผู้ใช้น้อย เนื่องจากการเผาค่อนข้างยาก

8.
ถ่านกะลามะพร้าว เป็นวัสดุปลูกที่ได้จากการเผาเศษกะลามะพร้าว
สามารถนำมาใช้ผสมกับถ่านไม้หรือถ่านซังหรือกาบมะพร้าวปลูกหน้าวัวได้ดี
ปัจจุบันยังมีผู้นำมาใช้น้อย

9. แกลบสด สามารถนำมาใช้ปลูกหน้าวัวได้
แต่ต้องผ่านขบวนการหมักจนไม่เกิดความร้อน
ส่วนใหญ่มักใช้ผสมกับวัสดุปลูกชนิดอื่นเพื่อปรับคุณสมบัติให้เหมาะสม
เนื่องจากแกลบมีคุณสมบัติที่เก็บความชื้นได้ดี และมีน้ำหนักเบา หาได้ง่าย
ราคาถูก

10. หินภูเขาไฟ เป็นวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาแพง มีการใช้น้อย ไม่เป็นที่นิยม

11.
วัสดุผสม จากคุณสมบัติที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ปลูกสามารถนำวัสดุปลูกหลาย
ๆ ชนิดมาผสมกันเพื่อให้มีคุณสมบัติเหมาะสม สำหรับปลูกหน้าวัวในแต่พื้นที่

 

วิธีการปลูกหน้าวัว

ในปัจจุบันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์
ต้นทุนการผลิตและสภาพพื้นที่การผลิต
หากผู้ผลิตต้องการผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นไม้กระถางก็จำเป็นต้องปลูกลงกระถาง
หากนำไปปลูกลงแปลงแล้วทำการถอนต้นมาปลูกลงกระถางภายหลังก็จะทำให้ต้นได้รับการกระทบกระเทือน
ฟื้นตัวยาก
ในขณะที่การปลูกลงกระถางจะต้องใช้ต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้นและใช้พื้นที่โรงเรือนเพิ่มขึ้น
แต่การปลูกลงกระถางก็สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ดีกว่าการปลูกลงแปลง
เนื่องจากสามารถแยกต้นที่เป็นโรคและวัสดุปลูกที่มีเชื้อโรคออกจากแปลงปลูกได้ง่าย
โดยเฉพาะโรคระบาดทางดิน นอกจากนี้สภาพพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมขังบ่อย
โดยเฉพาะเขตที่ราบภาคกลาง
ผู้ปลูกมักนิยมปลูกลงในกระถางหรือปลูกบนชั้นคล้ายกับการปลูกกล้วยไม้
เนื่องจากกระถางมีราคาถูกและสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกเมื่อเกิดน้ำท่วม
ก่อนการปลูกควรศึกษาสภาพพื้นที่
และเลือกวิธีปลูกที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ให้มากที่สุดเนื่องจากหน้าวัวมีอายุการเก็บเกี่ยวหลายปีต่อการปลูก
1 ครั้ง การถอนต้นปลูกใหม่จะทำให้ต้นหน้าวัวชะงักการเจริญเติบโต
และผลผลิตลดลง วิธีการปลูกหน้าวัวในปัจจุบันที่นิยมกันมากได้แก่

1.
ปลูกลงแปลง การผลิตหน้าวัวตัดดอกส่วนใหญ่มักจะปลูกลงแปลง
มากกว่าปลูกในกระถาง เนื่องจากจะได้จำนวนต้นต่อไร่มาก การลงทุนต่ำ
การจัดการง่าย แต่การปลูกลงแปลงก็มีข้อเสียหลายประการเช่น
การเตรียมแปลงปลูกต้องถูกต้อง มีการระบายน้ำที่ดี ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้
การระบาดของโรคเป็นไปได้รวดเร็ว
นอกจากนี้การปลูกลงแปลงจะต้องใช้วัสดุปลูกจำนวนมาก
ขนาดแปลงที่เหมาะสมควรกว้าง 1.20 เมตร ยาวตามพื้นที่ แต่ไม่ควรเกิน 45
เมตร เว้นทางเดินกว้าง 0.8 เมตร ปลูก 4 แถวต่อแปลง ระยะห่างระหว่างต้น 40
– 50 ซม.
แปลงปลูกหน้าวัวในปัจจุบันนิยมทำพื้นแปลงให้เป็นรูปหลังเต่าขนานไปกับแนวทางเดิน
แล้วปูด้วยพลาสติก ด้านข้างกั้นด้วยตาข่ายพลาสติกรังผึ้ง
หรือตาข่ายที่ใช้พรางแสงก็ได้ ยึดด้วยโครงเหล็กหรือโครงไม้
ความสูงของขอบแปลงอยู่ระหว่าง 30 – 50 เซนติเมตร
บริเวณหัวและท้ายแปลงควรทำร่องระบายน้ำ
แลงปลูกรูปแบบนี้จะลดปัญหาเรื่องการระบายน้ำได้ดี
ทำให้วัสดุปลูกไม่เก็บความชื้นมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน
หรือการผลิตหน้าวัวทางภาคใต้ที่มีฝนตกชุกทั้งปี

2. ปลูกลงกระถาง
ขนาดกระถางที่ใช้ควรมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 – 12 นิ้ว
อาจใช้กระถางดินเผา หรือกระถางพลาสติกก็ได้ ควรปลูก 1 ต้นต่อกระถาง
เมื่อเริ่มปลูกใหม่ ควรปลูกให้วัสดุปลูกสูงเพียงครึ่งหนึ่งของกระถาง
ไม่ควรปลูกเต็มกระถางในครั้งแรก
เพราะจะไม่สามารถเสริมวัสดุปลูกได้เมื่อต้นหน้าวัวเจริญเติบโตขึ้น
กระถางที่ใช้ควรมีรูระบายน้ำทั้งที่ก้นกระถางและรอบ ๆ กระถาง
จะดีกว่ากระถางที่มีรูระบายน้ำที่ก้นกระถางเพียงรูเดียว
เนื่องจากเมื่อนำกระถางไปวางในโรงเรือนโดยที่ก้นกระถางสัมผัสกับพื้นโดยตรงมักพบปัญหาการอุดตันของรูระบายน้ำ
ทำให้ระบบรากเน่าได้ง่าย
การวางกระถางในโรงเรือนจึงควรมีวัสดุขั้นระหว่างพื้นกับกระถาง เช่น หินก่อ
สร้าง หรืออิฐ และควรมีการตรวจสอบการระบายน้ำเป็นระยะ ๆ

3. ปลูกบนชั้น
การผลิตหน้าวัวในเขตภาคกลางที่มีน้ำท่วมขังบ่อย
สามารถนำหน้าวัวไปปลูกบนชั้นคล้ายกับการปลูกกล้วยไม้ทั่ว ๆ ไป
แต่ต้องมีการปูพื้นและเพิ่มขอบชั้นที่กรุด้วยตาข่ายเช่นเดียวกับแปลงปลูกบนพื้นดิน
หรือปลูกลงในกระถางแล้วนำมาวางบนชั้นอีกทีก็ได้
วิธีการนี้จะลงทุนสูงมักนิยมทำในพื้นที่มีอยู่แล้ว
และไม่สามารถย้ายที่ปลูกได้ การปลูกวิธีนี้จะมีขอดีหลายประการได้แก่
ลดปัญหาเรื่องโรคระบาดทางดิน ป้องกันไส้เดือนฝอยทำลายระบบราก
การระบายน้ำดี
วัสดุปลูกที่ย่อยสลายจะถูกชะล้างลงข้างล่างทำให้ไม่เกิดการสะสม
ทำให้วัสดุโปร่งอยู่เสมอ

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวหน้าวัว

ปัจจุบันความนิยมในการนำดอกหน้าวัวมาใช้ในการจัดดอกไม้มีมากขึ้น
ค่านิยมเก่า ๆ ที่ว่าดอกหน้าวัวเป็นดอกไม้งานศพเริ่มเปลี่ยนไป
เนื่องจากมีการนำเข้าหน้าวัวสายพันธุ์ใหม่ ๆ จากต่างประเทศมาปลูก
ทำให้มีความหลากหลายของสีดอก รูปทรงดอก และขนาดดอกที่ใหญ่ขึ้น
นอกจากนี้ความทนทานในการใช้งานที่ยาวนานกว่าดอกไม้หลาย ๆ ชนิด
จึงทำให้ดอกหน้าวัวได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
ทำให้ปัจจุบันหน้าวัวเป็นไม้ดอกที่เกษตรกรไทยสนใจที่จะทำการเพาะปลูกเพื่อทดแทนไม้ดอกชนิดอื่น
ๆ มากขึ้น
แต่พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่มักจะให้ความสนใจในเรื่องขบวนการผลิตเพื่อให้ได้ดอกที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด
จนละเลยในเรื่องขบวนการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวดอกหน้าวัว
เพื่อให้ดอกหน้าวัวมีความสดใกล้เคียงกับที่อยู่กับต้น
ทำให้บางครั้งเกิดความสูญเสียของผลผลิตโดยไม่ได้ตั้งใจ
ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ และราคาดอกหน้าวัว

เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวดอกหน้าวัว
เป็นขบวนการลดความสูญเสียและยืดอายุการใช้งานของดอกหน้าวัวหลังจากตัดมาจากต้น
โดยใช้วิธีการต่าง ๆ เช่นวิธีการตัด ภาชนะบรรจุ วิธีการบรรจุ
การลดอุณหภูมิ การเก็บรักษา
และการการใช้น้ำยายืดอายุการใช้งานของดอกหน้าวัว เป็นต้น

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการสูญเสียคุณภาพ หรือหมดอายุการใช้งานอย่างรวดเร็วของดอกหน้าวัวมีสาเหตุหลายประการ พอสรุปได้ดังนี้

1.
การหายใจ อาหารที่สะสมไว้ในเนื้อเยื่อดอกหน้าวัวคือ คาร์โบไฮเดรท
จะถูกใช้ไปในขบวนการหายใจ ดอกหน้าวัวจะหมดอายุการใช้งาน
เมื่ออาหารสะสมถูกใช้หมดไป ความเย็น หรืออุณหภูมิต่ำจะสามารถยับยั้ง
หรือลดขบวนการหายใจ หรือขบวนการใช้อาหารได้
ดังนั้นดอกหน้าวัวที่ปักแจกันหรือเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิต่ำ
ก็จะทำให้อาหารที่สะสมไว้ถูกใช้ไปอย่างช้า ๆ ทำให้อายุการใช้งานยาวนานขึ้น

2. โรค ดอกหน้าวัวที่มีโรคเข้าทำลาย จะทำให้อายุการใช้งานสั้นลง
ซึ่งอาจติดมาจากแปลงปลูก หรือติดมาหลังการตัดดอกหน้าวัว
โดยจะเข้าทำลายโดยผ่านทางปากใบและบาดแผล
การลดอุณหภูมิของดอกหน้าวัวให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว
หลังการตัดดอกจะช่วยยับยั้งการเข้าทำลายของเชื้อโรคได้หลายชนิด

3.
ขบวนการชราภาพ หรือแก่
เป็นการเปลี่ยนแปลงภายในของดอกหน้าวัวที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติซึ่งนำไปสู่การชราภาพ
หรือการสิ้นสุดอายุการใช้งานของดอกหน้าวัว ดังนั้น
อายุหรือระยะการเจริญเติบโตของดอกหน้าวัวขณะที่ตัดดอกจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
หากตัดดอกในระยะที่อ่อนหรือแก่เกินไปก็จะมีผลต่ออายุการใช้งาน
โดยทั่วไประยะที่เหมาะสมในการตัดดอกหน้าวัวคือ ปลีดอกเปลี่ยนสี 40 – 50
เปอร์เซ็นต์

4. การเหี่ยว
เกิดจากการสูญเสียน้ำของดอกหน้าวัวมากเกินไป
โดยปกติหากมีการสูญเสียน้ำหนัก 10
เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านี้จะทำให้เสียคุณภาพและใช้งานไม่ได้
ดอกหน้าวัวที่สูญเสียน้ำมากเกินไปจะทำให้กลีบดอกเหี่ยวและไม่สด
นอกจากนี้ดอกหน้าวัวที่แช่อยู่ในน้ำ ก็สามารถเกิดการเหี่ยวได้
เนื่องจากท่อละเลียงน้ำเกิดการอุดตัน
ทำให้ดอกหน้าวัวดูดน้ำไปใช้ได้ไม่เพียงพอ
การเก็บรักษาดอกหน้าวัวไว้ในที่ที่มีความชื้นสัมพัทธ์สูง
สามารถช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำหรือลดการคายน้ำของดอกหน้าวัวได้

5.
การเกิดบาดแผล ดอกหน้าวัวที่เกิดบาดแผลหรือรอยช้ำ จะทำให้อายุการใช้งาน
และการเก็บรักษาสั้น และลดแรงดึงดูดของผู้ซื้อ
การเกิดบาดแผลและรอยช้ำจะมีผลทำให้การหายใจ และการสร้างเอทิลีนเพิ่มขึ้น
ทำให้ดอกหน้าวัวหมดอายุการใช้งานเร็วขึ้น
นอกจากนี้เชื้อโรคยังเข้าทำลายได้ง่าย
และเกิดการสูญเสียน้ำเพิ่มขึ้นอีกด้วย

6. การเปลี่ยนสี
ดอกหน้าวัวสีแดงอาจมีการเปลี่ยนแปลงของสีเป็นสีน้ำเงินม่วง
นอกจากนี้ยังเกิดสีซีดจางในหน้าวัวสีอื่น ทำให้คุณภาพของดอกหน้าวัวลดลง
อุณหภูมิต่ำ
และสารเคมีบางอย่างสามารถช่วยป้องกันการเปลี่ยนสีของจานรองดอกได้

7.
เอทิลีน เป็นฮอร์โมนเร่งการบานหรือการเหี่ยวของดอกหน้าวัว
และทำให้อายุการใช้งานหรืออายุการเก็บรักษาสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วเอทีลีนสามารถทำให้กลีบดอกและใบร่วง
ดอกหน้าวัวสามารถสร้างเอทีลีนได้ขณะที่ดอกเริ่มมีอายุมากขึ้น
หรือดอกบานทั้งที่ยังอยู่บนต้นหรือตัดจากต้นแล้ว
หากดอกหน้าวัวเกิดบาดแผลหรือเชื้อโรคเข้าทำลาย
จะเป็นตัวกระตุ้นให้ดอกหน้าวัวสร้างเอทีลีนเพิ่มมากขึ้น อุณหภูมิต่ำ
และสารเคมีบางอย่างสามารถยับยั้งการสร้างเอทีลีนได้
และป้องกันความเสียหายของดอกหน้าวัวที่เกิดจากเอทีลีน

8. อุณหภูมิต่ำ
อุณหภูมิที่ต่ำเกินไปในขณะเก็บรักษาอาจทำให้ดอกหน้าวัวได้รับความเสียหายได้
กลีบดอกเกิดรอยช้ำ หรือเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ
อุณหภูมิที่ใช้ในการเก็บรักษาดอกหน้าวัวไม่ควรต่ำกว่า 7
องศาเซลเซียสเป็นเวลานาน

อายุของดอกหน้าวัวที่เหมาะสมสำหรับการตัด

อายุของดอกหน้าวัวที่เหมาะสมสำหรับการตัดมีความสำคัญมาก
หากตัดดอกที่อ่อนเกินไป ดอกหน้าวัวอาจจะไม่บานต่อ
แต่ถ้าตัดดอกที่แก่เกินไป ก็จะทำให้อายุการใช้งานสั้น ดอกหน้าวัว
ควรตัดขณะที่จานรองดอกมีการบาน หรือขยายตัว 2 ใน 3
แต่ถ้าในฤดูร้อนควรจะตัดดอกเมื่อจานรองดอกบานหรือขยายตัวได้ครึ่งหนึ่ง
นองจากนี้ยังใช้การเปลี่ยนสีของปลีเป็นตัววัด
โดยทั่วไปมักจะตัดดอกเมื่อปลีเป็นสี 40 – 50 เปอร์เซ็นต์
ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

1. อย่าตัดดอกหน้าวัวในขณะที่มีอุณหภูมิสูง
การคายน้ำจะเกิดขึ้นมากในขณะที่อุณหภูมิสูง และแสงแดดจัด
หากตัดดอกในช่วงเวลาดังกล่าวย่อมทำให้ดอกหน้าวัวเหี่ยวเร็ว
ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตัดดอกหน้าวัวคือช่วงเข้า หรือเย็น
2.
แช่ดอกหน้าวัวในน้ำทันทีหลังตัด
หากไม่แช่ก้านดอกในน้ำจะทำให้ไม่มีการดูดน้ำขึ้นมาชดเชยกับส่วนของน้ำที่สูญเสียไปโดยการคายน้ำ
จะทำให้ดอกหน้าวัวแสดงอาการเหี่ยว
แต่ถ้าแช่ก้านดอกในน้ำทันทีจะช่วยทำให้ดอกหน้าวัวไม่แสดงอาการเหี่ยว

3.
รีบเคลื่อนย้ายดอกหน้าวัว
หลังจากตัดควรรีบเคลื่อนย้ายดอกหน้าวัวไปยังโรงเรือนคัดบรรจุให้เร็วที่สุดเพื่อลดการคายน้ำที่เกิดจากอุณหภูมิสูง
และแสงแดด

4. ไม่ควรใช้กระดาษที่ดูดความชื้นได้ดีห่อดอกหน้าวัว
เพราะกระดาษจะดูดความชื้นจากดอกหน้าวัว จะทำให้เกิดการเหี่ยวเร็วขึ้น
โดยทั่วไปนิยมใช้ถุงพลาสติกเจาะรูเล็กน้อยห่อกลีบดอกหน้าวัวก่อนการบรรจุหีบห่อ
ทำให้ลดการสูญเสียความชื้นของดอกหน้าวัวลงได้

5.
ห้องเก็บรักษาต้องมีความชื้นสัมพัทธ์สูง
ห้องเย็นที่ใช้ในการเก็บรักษาดอกหน้าวัวควรจะมีความชื้นสัมพัทธ์ในบรรยากาศประมาณ
90 – 95 เปอร์เซ็นต์ ถ้าความชื้นสัมพัทธ์ในห้องเก็บรักษาต่ำกว่านี้
จะทำให้ดอกหน้าวัวสูญเสียน้ำมากและเหี่ยวเร็ว

วิธีการเพิ่มการดูดน้ำของดอกหน้าวัว

ดอกหน้าวัวที่มีการดูดน้ำมากขณะที่แช่น้ำชั่วคราวหรือปักแจกัน
ดอกหน้าวัวจะรักษาคุณภาพความสดไว้ได้นานและมีอายุการปักแจกันนานขึ้นด้วย
การทำให้ดอกหน้าวัวดูดน้ำได้มากขึ้นสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่

1.
การใช้น้ำที่มีคุณภาพดี น้ำที่มีคุณภาพดีคือ
น้ำที่มีปริมาณแร่ธาตุและเกลือเจือปนน้อย เช่น น้ำดีไอออนไนซ์ น้ำกลั่น
น้ำฝน และน้ำกรอง น้ำที่ดีควรมีจุลินทรีย์ในน้ำน้อยด้วย

2.
การใช้สารฆ่าจุลินทรีย์ในน้ำ
จุลินทรีย์ในน้ำจะเป็นตัวการให้เกิดการอุดตันของท่อลำเลียงน้ำ
การเติมสารเคมีที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในน้ำที่ใช้สำหรับแช่หรือปักแจกัน
จะช่วยลดปริมาณจุลินทรีย์ในน้ำ ที่จะไปอุดตันท่อลำเลียงน้ำของก้านดอก

3.
การปรับ pH ของน้ำให้ต่ำ โดยการเติมกรดอ่อน เช่น กรดซิตริก จนกระทั้ง pH
เป็น 3 หรือ 4 จะลดจำนวนของจุลินทรีย์ในน้ำ และเพิ่มการดูดน้ำของดอกไม้

4.
การใช้ซูโครส การใช้ซูโครสร่วมกับสารฆ่าจุลินทรีย์ในน้ำที่แช่ดอกหน้าวัว
จะทำให้ปากใบปิดและลดการคายน้ำ น้ำตาลซูโครสยังเพิ่ม
การดูดน้ำของดอกหน้าวัวให้มากขึ้น

5. การใช้สารเปียกใบ
การใช้สารเคมีที่เป็นสารเปียกใบ เช่น Tween-20
เติมในน้ำที่ใช้แช่หรือปักแจกัน ความเข้มข้นประมาณ 0.01 – 0.10
เปอร์เซ็นต์
สารเหล่านี้จะทำให้โมเลกุลของน้ำยึดเกาะกันอย่างต่อเนื่องและไม่เกิดความหนืดน้ำภายในท่อลำเลียงจะเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น

6. การตัดโคนก้านดอกเฉียง
ควรตัดโคนก้านดอกให้เฉียงด้วยมีดหรือกรรไกรที่คมก่อนแช่หรือปักแจกันในน้ำหรือน้ำยา
การตัดก้านให้เฉียงเพื่อทำให้มีพื้นที่ในการดูดน้ำเพิ่มขึ้น
การตัดพยายามอย่าให้เกิดรอยช้ำ

7. การตัดโคนกานดอกใต้น้ำ
เพื่อป้องกันฟองอากาศเข้าไปในก้านดอกก่อนการแช่ในน้ำ
ฟอกอากาศจะเป็นตัวขัดขวางทางเดินท่อลำเลียงน้ำทำให้การเคลื่อนที่ของน้ำไม่ต่อเนื่อง

วิธีการดังกล่าวอาจจะใช้ร่วมกันมากกว่าหนึ่งวิธีก็ได้
และความเข้มข้นของสารเคมีชนิดต่าง ๆ
ที่ใช้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของดอกหน้าวัว
ก่อนใช้ต้องมีการทดลองให้ได้ผลแน่นอน

การใช้น้ำยายืดอายุการปักแจกันดอกหน้าวัว

การใช้น้ำยาเพื่อปรับปรุงคุณภาพและยืดอายุการปักแจกันของดอกหน้าวัวสามารถทำได้หลายวิธี
แต่ละวิธีมีวิธีการปฏิบัติ และมีวัตถุประสงค์ของการใช้น้ำยาแตกต่างกัน
องค์ประกอบ
และความเข้มข้นของสารเคมีในน้ำยาที่ใช้แต่ละวิธียังแตกต่างกันอีกด้วย

1.
การทำให้ดอกหน้าวัวสด วัตถุประสงค์ของการใช้น้ำยาโดยวิธีนี้
คือการทำให้ดอกหน้าวัวกลับมีสภาพที่สดเหมือนเดิมในกรณีที่ดอกหน้าวัวไม่ได้แช่น้ำหรือน้ำยาทันที
หลังการตัดแล้ว การทำให้ดอกหน้าวัวสดมักจะแช่โคนก้านดอกในน้ำอุ่น (37 – 43
องศาเซลเซียส) ที่อุณหภูมิห้องโดยแช่โคนก้านดอกในน้ำอุ่นนานประมาณ 4 – 8
ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงนำดอกไปเก็บในห้องเย็นหรือขนส่งไปยังตลาด
การทำให้ดอกไม้สดมักนิยมใช้น้ำดีไอออนไนซ์
และมักจะผสมสารฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ลงไปด้วย แต่ไม่ใส่น้ำตาล
การทำให้น้ำมีสภาพเป็นกรด หรือเติมน้ำยาจับใบลงในน้ำที่ใช้ประมาณ 0.01 –
1.0 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ดอกหน้าวัวมีการดูดน้ำมากขึ้น

2.
การเพิ่มอาหารให้ดอกหน้าวัว หรือวิธีพัลซิ่ง (pulsing)
คือการแช่โคนก้านดอกในน้ำยาเพียงระยะเวลาสั้น ๆ
ก่อนทำการขนส่งหรือการเก็บรักษา
ดอกหน้าวัวที่ผ่านการแช่น้ำยาแล้วเมื่อนำไปปักแจกันในน้ำที่ไม่มีสารเคมีใด
ๆ จะมีอายุการปักแจกันเพิ่มขึ้น
น้ำยาที่ใช้ในการทำพัลซิ่งดอกหน้าวัวได้การ AgNO3 (silver nitrate) 680
มิลลิกรัมต่อลิตร ใช้เวลาพัลซิ่งนาน 40 นาทีหรือ AgNO3 (silver nitrate)
680 มิลลิกรัมต่อลิตร + Na2S2O3 5H2O (sodium thiosulfate) 2800
มิลลิกรัมต่อลิตร ใช้เวลาในการพัลซิ่งนาน 40 นาที

3. การปักแจกัน
ดอกหน้าวัวที่รอการจำหน่ายในร้านขายดอกไม้ ควรแช่ก้านดอกในน้ำยาตลอดเวลา
จะทำให้ดอกหน้าวัวมีอายุการวางจำหน่ายหรืออายุการปักแจกันนานขึ้น
น้ำยาประเภทนี้จะมีระดับความเข้มข้นของน้ำตาลและสารฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ค่อนข้างต่ำ
เพราะดอกหน้าวัวต้องแช่ในน้ำยาตลอดเวลา
ดอกหน้าวัวที่แช่อยู่ในน้ำยาจึงไม่ต้องตัดโคนก้านหรือเปลี่ยนน้ำยาอีก
สูตรน้ำยาที่นิยมใช้ได้แก่ เอทานอน 2 เปอร์เซ็นต์ หรือ CoCl2 (cobalt
chloride) 195 มิลลิกรัมต่อลิตร

การเก็บรักษาดอกหน้าวัวในสภาพอุณหภูมิต่ำ

อุณหภูมิเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออายุการใช้งาน
หรืออายุการปักแจกันของดอกหน้าวัว
อุณหภูมิต่ำเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับป้องกันหรือชะลอการเสื่อมคุณภาพของดอก
หลังจากตัดจากต้น แต่ดอกไม้หลายชนิดที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน
รวมทั้งดอกหน้าวัว
อาจได้รับความเสียหายหากเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิต่ำเกินไป
สำหรับดอกหน้าวัวเป็นดอกไม้ที่สามารถเก็บรักษาได้นาน
อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเก็บรักษาคือ 13 องศาเซลเซียส
ซึ่งจะเก็บได้นานถึง 3 – 4 สัปดาห์ โดยที่ดอกยังอยู่ในสภาพดีมาก
แต่ถ้าเก็บดอกหน้าวัวที่อุณหภูมิ 7 องศาเซลเซียส
หรือต่ำกว่านี้จะทำให้จานรองดอกสีคล้ำลง
เพราะได้รับความเสียหายเนื่องจากอุณหภูมิต่ำเกินไป
ในการเก็บรักษาดอกหน้าวัวในห้องเย็นควรเก็บโดยวิธีเปียก
คือแช่ก้านดอกในน้ำหรือน้ำยายืดอายุการใช้งานของดอกไม้
จำนวนดอกหน้าวัวที่ใส่ในภาชนะไม่ควรแน่นเกินไป
เพราะดอกอาจเกิดการเน่าเสียได้ ต้องระวังอย่าให้น้ำยาหยดลงบนจานรองดอก
เพราะอาจจะทำให้เกิดรอยด่างบนจานรองดอก ภาชนะที่ใช้แช่ดอกหน้าวัวต้องสะอาด
และไม่ควรเป็นโลหะ ควรมีการเปลี่ยนน้ำหรือน้ำยาทุก ๆ 5 วัน

การบรรจุหีบห่อ และการขนส่งดอกหน้าวัว

ปัญหาส่วนใหญ่ที่มักพบเนื่องจากการขนส่งคือ
จานรองดอกหักพับ และเกิดรอยช้ำที่เกิดจากปลีเสียดสีกับจานรองดอก
จะทำให้เกิดรอยสีดำคล้ำ ทำให้คุณภาพและราคาลดลง หากเป็นการขนส่งระยะใกล้ ๆ
มักไม่คอยพบปัญหามากนัก เนื่องจากใช้เวลาในการขนส่งสั้น
และไม่จำเป็นต้องมีการบรรจุหีบห่อที่ซับซ้อน
มักใช้วิธีคัดขนาดดอกที่มีขนาดใกล้เคียงกัน แล้วมัดเป็นกำ ๆ ละ 10 – 20
ดอก และแช่โคนก้านในน้ำหรือน้ำยา แล้วขนส่งต่อไป
ส่วนการขนส่งระยะไกลหรือส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
จำเป็นต้องให้ความสำคัญและความระมัดระวังในเรืองการบรรจุหีบห่อ
ภาชนะบรรจุต้องแข็งแรง ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้กล่องกระดาษลูกฟูก
ดอกหน้าวัวต้องได้รับการห่อแต่ละดอกด้วยถุงพลาสติก เพื่อป้องกันดอกช้ำ
โคนก้านดอกควรแช่อยู่ในหลอดบรรจุน้ำหรือน้ำยา
เช่นเดียวกับการบรรจุหีบห่อกล้วยไม้
แล้วใช้เทปกาวใสตรึงก้านดอกกับกล่องให้แน่นเพื่อไม่ให้เกิดการเคลื่อนที่ในระหว่างการขนส่ง
ในการบรรจุแต่ละกล่องไม่ควร ให้ดอกซ้อนทับกัน และไม่ควรบรรจุให้แน่นเกินไป
ในระหว่างการขนส่งไม่ควรใช้อุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียสนานเกิน 1 วัน
เนื่องจากอาจทำให้ดอกเกินความเสียหายเนื่องจากอุณหภูมิต่ำได้
ระยะเวลาที่ดอกหน้าวัวอยู่ในกล่องไม่ควรนานเกิน 4 วัน
เพราะอาจทำให้คุณภาพของดอกลดลงได้
นอกจากนี้การใช้กระดาษฝอยที่พ่นน้ำให้ชื้นเป็นตัวยึดดอกหน้าวัวให้อยู่กับที่ก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย
และสามารถบรรจุดอกหน้าวัวซ้อนทับกันได้หลายชั้น
แต่ควรคำนึงถึงน้ำหนักกดทับที่เกิดขึ้น
ต้องไม่ทำให้ดอกที่อยู่ด้านล่างได้รับความเสียหาย
ซึ่งวิธีนี้นิยมใช้ในการขนส่งภายในประเทศที่ใช้เวลาในการขนส่งไม่นานมากนัก
และเป็นวิธีที่ประหยัดและรวดเร็ว

โรคที่สำคัญของหน้าวัว

โรคใบไหม้ (Anthurium blight)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas canpestris pv. Dieffenbbachiae
ลักษณะการเข้าทำลาย
เชื้อจะเข้าบริเวณขอบและใต้ใบเกิดเป็นจุดช้ำมีรูปร่างไม่แน่นอนกระจายไปทั่ว
อาการจะเด่นด้านหลังใบ เกิดอาการช้ำและไหม้
สภาพที่เหมาะสมในการระบาด ความชื้นและอุณหภูมิสูง อากาศไม่ถ่ายเท

การป้องกันกำจัด
1. หากพบอาการระยะเริ่มแรกควรนำต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายหรือตัดส่วนที่เป็นโรคเผาทำลาย
2..
ฉีดพ่นด้วยสารเคมี แคงเกอร์-X หรือ สเตปโตมัยซินเพื่อป้องกันกำจัดเชื้อ
และควรใช้ยาเทอร์ราคลอร์ ราดทางเดินเพื่อป้องกันการเข้าทำลาย

โรคแอนแทรกโนส (Antracnoes)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Collectrichum gloeosporoides
ลักษณะการเข้าทำลาย
1. เกิดที่ปลีจะเห็นจุดเข้มเล็ก ๆ บนปลีและขยาย เป็นรูปเหลี่ยมตามรูปทรงของดอกย่อยและหากมีเชื้อมากอาจทำให้ปลีเน่าได

2
.
เกิดที่ใบแผลจะมีลักษณะค่อนข้างกลมขอบแผลสีน้ำตาลและเหลืองชัดเจนเนื้อเยื่อตรงกลางแห้งเป็นสีน้ำตาล
ตรงกลางแผลมักมีเชื้อราเป็นจุดสีดำเล็ก ๆ เวลาอากาศชื้นจะมีสปอร์สีส้มอ่อน
ๆ เกิดบนจุดสีดำเหล่านี้
แผลของโรคแอนแทรกโนสอาจขยายใหญ่จนมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3
เซนติเมตรและแผลอาจมารวมติดกันเป็นแผลใหญ่ได้
สภาพที่เหมาะสมในการระบาด
เมื่ออุณหภูมิและความชื้นสูงแหล่งของเชื้อมักมาจากดอกที่เป็นโรคในแปลง
การแพร่กระจายของเชื้อเกิดขึ้นจากการกระเซ็นของน้ำฝนและการให้น้ำ
การป้องกันกำจัด
ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดเชื้อรา เช่น เบนเลท (เบนโนมิล) ,ออโธ่ไซด์(แคปแทน),
ฟาสแมน(คาร์เบนดาซิม) , ไดเทนเอ็ม 45 (แมนโคเซ็บ) , ซาพรอล (ไตรโฟรีน) ,
แอนวิล (เฮกซาโคนาโซล) ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน
อย่างสม่ำเสมอจะช่วยคุมโรคนี้ได้

โรคใบแห้ง (leaf blight)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Phytopthora sp.
ลักษณะการเข้าทำลาย
อาการเป็นจุดช้ำมีสีเขียวหม่น แผลจะขยายออกไปอย่างรวดเร็วจนเป็นแผลใหญ่
แผลอาจจะเน่าเป็นสีน้ำตาล หรืออาจแห้งกรอบถ้าอากาศชื้นไม่พอ
ถ้าเชื้อโรคเข้าทำลายดอกหรือหน่ออ่อนจะทำให้เน่าได้
สภาพที่เหมาะสมในการระบาด ระบาดในฤดูฝน ความชื้นสูง
การป้องกันกำจัด
ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดเชื้อรา เช่น เบนเลท (เบนโนมิล) ออโธ่ไซด์ (แคปแทน) ,
ฟาสแมน (คาร์เบนดาซิน) , ไดเทน เอ็ม 45 (แมนโคเซบ) , ซาพรอล (ไตรโฟลีน) ,
แอลวิล (เฮกซาโคนาโซล) ฉีดพ่นทุก 7 –10 วัน
อย่างสม่ำเสมอจะช่วยคุมโรคนี้ได้

โรคใบจุด (Yellow spots)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Septoria anthuri
ลักษณะการเข้าทำลาย
ด้านหลังใบมีจุดสีเหลือง กระจายทั่วไปอาการปรากฏทั้งใบอ่อนและใบแก่
ด้านล่างที่ตรงกับจุดสีเหลืองเมื่อเกิดแผลใหม่ ๆ เป็นรอยบุ๋มขนาดเล็กนาน ๆ
ไปแผลดังกล่าวนี้จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนไม่ขยายลุกลามออกไป
สภาพที่เหมาะสมในการระบาด ระบาดในฤดูฝน ความชื้นสูง
การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดเชื้อแบคทีเรีย เช่น แคงเกอร์-X หรือ สเตปโตมัยซินเพื่อป้องกันและกำจัดเชื้อโรคได้

โรครากเน่า (Root rot) สามารถเกิดได้ 2 กรณี คือ

1 เกิดจากเชื้อรา Marasmius sp.
ลักษณะการเข้าทำลาย
ใบล่าง ๆ เหลือง และขอบใบแห้งเล็กน้อย ใบอ่อนจะเล็กลง
ในกระถางจะสังเกตเห็นใยราสีขาว หรืออาจขึ้นเป็นกลุ่ม
จะแพร่ออกไปตามวัสดุปลูก จับที่ราก ทำให้โดนต้นและรากผุเปื่อยเป็นสีน้ำตาล

สภาพที่เหมาะสม สภาพอากาศชื้น
การป้องกัน

1. ถ้าพบให้รีบแยก
หรือเปลี่ยนเครื่องปลูกใหม่
โดยตัดเอาราสีขาวออกให้มากที่สุดหรือตัดรากเน่าทิ้ง
แล้วจุ่มในน้ำยาคลอร็อกซ์ (ไฮเตอร์) : น้ำ อัตราส่วน 1 : 10 ประมาณ 5-10
นาที จึงนำไปปลูกใหม่

2. ถ้ามีปริมาณมาก ใช้ยาป้องกันเชื้อรา เช่น เมตาแลกซิล หรือ เทอราคลอร์ ราดลงไปในกระถาง ประมาณ 4-5 ครั้งห่างกัน 5-7 วัน
2
เกิดจากเชื้อ Phtium splendem , Calonectria crotalariae , Rhizoctonia
sp., Phythium sp. , Fusarium sp. โดยเชื้อเหล่านี้ไม่ใช่สาเหตุหลัก
แต่จะเกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยภายนอกเช่นสภาพแวดล้อมร่วมด้วย
ลักษณะการเข้าทำลาย
ความสูงของต้นลดลง ใบและดอกเล็ก ไม่มีความมันและไม่แข็งแรง
บางกรณีเครื่องปลูกอาจจะเหม็น
ซึ่งเกิดจากการเข้าทำลายในระยะที่สองของแบคทีเรีย
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
การระบายน้ำไม่ดี วัสดุผุเปื่อย ยุบตัวลง ตื้นและอุ้มน้ำมากเกินไป
รากที่เสียหายจากปุ๋ย สารเคมี หรือไส้เดือนฝอย
การป้องกัน
1. ทำเครื่องปลูกให้มีการระบายน้ำ และปรับ pH ของเครื่องปลูก
2. ใช้สารเคมี เช่น เมตาแลกซิล , เทอราคลอร์ เป็นต้น

>>>แมลงที่สำคัญของหน้าวัว

เพลี้ยไฟ

ลักษณะการเข้าทำลาย เพลี้ยไฟจะดูดน้ำเลี้ยงดอกที่ยังไม่คลี่ ทำให้ดอกเมื่อบานจะบิดงอผิดรูปทรง
รอยแผลเป็นทางสีขาวหรือน้ำตาลด้านบนหรือใต้ใบประดับ
สภาพที่เหมาะสม อุณหภูมิสูง ความชื้นต่ำ
การป้องกัน ใช้สารเคมี เช่น สกาย (เมโธมิล) , แจกเก็ต (อะบาเม็ทติน)

ไรแดง ไรขาว

ลักษณะการเข้าทำลาย จะดูดน้ำเลี้ยงของพืช โดย
1. ไรแดง จะทำให้มีจุดสีขาวบนใบและดอก ชักใยอยู่ใต้ใบ
2. ไรขาว ทำให้ใบและดอกมีสีซีดจาง และยังทำให้ผิวใบและจานรอง ดอกด้าน
การป้องกัน ใช้สารเคมี เช่น โอไมท์ (โพรพาไกต์) , ไมแทค (อามิทราซ) ,อะบาเม็ทติน

ไส้เดือนฝอย

สาเหตุ เกิดจากไส้เดือนฝอย Radopolus similes
การเข้าทำลาย
ต้นหน้าวัวแคระแกร็น ใบและดอกเล็กลง ใบเหลืองก่อนเวลาอันควร
สภาพต้นไม่สมบูรณ์ บริเวณรากจะพบรอยสีเข้มจากเนื้อเยื่อที่ตาย
สภาพการระบาด โดยทั่วไปจะแพร่กระจายโดยต้นพันธุ์ที่มีไส้เดือนฝอย เครื่องมืออุปกรณ์ที่มีไส้เดือนฝอยติดอยู่
การป้องกัน
1. ใช้ต้นพันธุ์ เครื่องมืออุปกรณ์ที่สะอาดปราศจากไส้เดือนฝอย
2. หากพบให้ใช้สารเคมี เช่น อัลดิคาร์บ หว่านบนเครื่องปลูก หรือราดด้วย ออกซามิล

ลักษณะผิดปกติที่ไม่ได้เกิดจากโรคและแมลง

อาการด่าง (Chimaera)
สาเหตุ เกิดจากความแปรปรวนทางด้านพันธุกรรมในต้นพืช

อาการ
ใบจะเป็นสีเขียวสลับเหลืองและมีรูปร่างผิดปกติ
โดยจะมีอาการคล้ายไวรัสในการผลิตต้นหน้าวัวบางสายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช
(Tissue culture) อาจพบได้
การควบคุม ถ้าพบให้ถอนทิ้ง อาการดังกล่าวนั้นในอดีตจะใช้เพื่อผลิตสายพันธุ์ใหม่ ๆ เป็นการค้า

อาการเป็นพิษของทองแดง (Copper toxicity)
สาเหตุ
ทองแดง (Copper) ที่พบในยาฆ่าแบคทีเรียและธาตุอาหารบางชนิด
อาการใบใหม่ที่กำลังพัฒนาจะเกิดเป็นตุ่มคล้ายฝีและจุดสีเหลืองเล็ก ๆ
โดยใบจะผิดรูปร่าง และไหม้ที่ขอบใบ
การควบคุม
จะไม่พบการตอบสนองต่อทองแดงในหน้าวัวทุกสายพันธุ์
แต่จะพบในในพวกandraeanum ที่ใช้ในการตัดดอก
มักจะตอบสนองมากต่อการใช้ยาฆ่าแบคทีเรีย ในสายพันธุ์ใหม่ ๆ
นั้นก่อนนำมาปลูกควรมีการทดสอบก่อนทุกครั้งว่ามีการตอบสนองต่อทองแดงหรือไม่

ขอบใบแห้ง ถ้าเป็นมากแสดงว่าได้รับแสงมากเกินไป

จานรองดอกช้ำ แสดงว่าอุณหภูมิในโรงเรือนสูงกว่าปกติ หน้าวัวจึงคายน้ำมาก

จานรองดอกและใบอ่อนไม่คลี่ หน้าวัวได้รับแสงน้อยเกินไป

powered by performancing firefox

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s