Flowers

Just another WordPress.com weblog

นโยบายรัฐ กับพืชสวน พืชดอก October 15, 2006

Filed under: ดอกดาหลา — flowerslover @ 4:15 pm



การปรับปรุงพันธุ์พืชสวนอดีต ปัจจุบัน อนาคต

 จากนโยบายหรือวิสัยทัศน์รัฐบาลไทยในปัจจุบันได้กำหนดเป้าหมายไว้ว่า
“ไทยจะเป็นศูนย์กลางอาหารและสินค้าเกษตรของโลก…….ครัวของโลก”
และกำหนดเป้าหมายให้อัตราการเจริญเติบโตของ GDP ของสาขาพืชเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.13
เป็นอย่างน้อยร้อยละ 3 ต่อปี และรายได้เกษตรกรต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 5 ต่อปี
และส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่า 1 ล้านล้านบาท ให้ได้ในปี 2549 ปัจจุบันพืชสวน (ไม้ผล)
ส่งออก ประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยการผลิตพันธุ์พืชเดิมหรือพันธุ์พืชใหม่ๆ
ต้องผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และปัจจุบันมาตรการภาษี เช่น
มาตรการตามข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า : GATT, องค์การการค้าโลก
(WTO), เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ
ซึ่งมีผลกระทบต่อรัฐบาลไทย คือ 
                    –  ต้องแข่งขันกันในระบบการค้าเสรี สินค้าต้องคุณภาพดี
ราคาไม่สูงมาก จึงจะครองตลาดโลก
                    –  ไทยต้องลดภาษีสินค้าเกษตร 740 รายการ โดยเฉลี่ยร้อยละ 24
ภายในปี 2547 จากเดิมร้อยละ 49 จะลด เหลือที่ระดับร้อยละ 27-40
 


                    –  อาเซียนเสนอลดภาษีเป็น 0% นับจากปี 2546 กับจีน
 

                    –  จีนได้ประกาศลดภาษีเหลือ 0% กับไม้ผล ในเดือนเมษายน 2546
และมีผลใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2546

          ทำให้พืชสวนหลายชนิดมีลู่ทางขยายตัวทางการค้าเพิ่มขึ้น ทั้ง ผัก ผลไม้
ไม้ดอกไม้ประดับ พืชสวนอุตสาหกรรม และสมุนไพร
มีความสำคัญต่อการส่งออกทดแทนพืชเศรษฐกิจเดิมมากขึ้นดังนั้นการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชสวนพันธุ์ดีจะเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศภายใต้ระบบการค้าเสรีรวมทั้งเป็นการพัฒนาให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงขึ้นก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ดีขึ้น
ผู้บริโภคได้สินค้าที่มีคุณภาพตามความต้องการและมีคุณค่าต่อสุขภาพดีขึ้น


การจัดลำดับความสำคัญของพืชสวนในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 – 9
 
          
เนื่องจากพืชสวนที่ได้กำหนดให้เป็นพืชหลัก
และพืชเร่งรัดในการวิจัยและพัฒนาภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่
7 (2535-2539)
มีมากกว่า 100 ชนิด
จึงมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจัดลำดับตามความสำคัญดังนี้

          1.  นโยบาย แยกเป็น
                    –  พืชในแผนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
และกรมวิชาการเกษตร
 

                    –  พืชที่เป็นปัญหาเร่งด่วนของรัฐ
 

                    –  พืชที่มีศักยภาพในท้องถิ่น
          2.  ความสำคัญทางเศรษฐกิจ แยกเป็น
                    –  
มูลค่าการส่งออก
 

                    –  แนวโน้มการขยายตลาดต่างประเทศ
 

                    –  พื้นที่เพาะปลูก
 

                    –  มูลค่าการบริโภคภายในประเทศ
 

                    –  แนวโน้มการขยายตลาดในประเทศ
 

                    –  มูลค่าการนำเข้า
          3.  ศักยภาพการผลิต แยกเป็น
                    –  
การกระจายพื้นที่ปลูกในประเทศ
 

                    –  ความยากง่ายในการผลิต

จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้กำหนดระดับคะแนน และจัดลำดับความสำคัญ เป็น 3
กลุ่ม

          
กลุ่มที่
1
เป็นพืชที่เน้นด้านการวิจัย ได้แก่
ไม้ผล
เช่น มะม่วง มะละกอ ลำไย เงาะ ส้มโอ ทุเรียน ลิ้นจี่ สับปะรด กล้วยไข่
พืชผัก
เช่น พริกขี้หนู มะเขือเทศ ขิง ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี พริกชี้ฟ้า
กระเจี๊ยบเขียว พืชสวนอุตสาหกรรม เช่น มะคาเดเมีย กาแฟอะราบิก้า
กาแฟโรบัสต้า มะพร้าวและปาล์มน้ำมัน
          
กลุ่มที่ 2
เป็นพืชที่เน้นด้านการพัฒนา ได้เแก่ ไม้ผล เช่น ส้มเปลือกล่อน(ส้มเขียวหวาน)
มังคุด องุ่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า องุ่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า มะนาว มะขามหวาน
น้อยหน่า มะขามเปรี้ยว สตรอเบอรี่ ขนุน ฝรั่ง ส้มจุก พืชผัก เช่น แตงกวา
หน่อไม้ฝรั่ง คะน้า ผักกาดเขียวปลี กะหล่ำดอก มันฝรั่ง เห็ด ผักบุ้งจีน ผักกาดหอม
ถั่วลันเตา หอมแดง มะเขือ แคนตาลุป ไผ่ เป็นต้น ไม้ดอกไม้ประดับ เช่น
กล้วยไม้ เบญจมาศ แกลดิโอลัส กุหลาบ หน้าวัว แอสเตอร์ ลิลลี่ ปทุมมา ขิงตัดดอก
คาร์เนชั่น ดาหลา ธรรมโกษา พืชสมุนไพรและเครื่องเทศ เช่น พริกไทย หมาก พลู
กระวานชนิดต่างๆ จันทร์เทศ เร่ว อบเชย และพืชสวนอุตสาหกรรม เช่น
มะม่วงหิมพานต์ ชา โกโก้
          
กลุ่มที่ 3
สินค้าดั้งเดิมที่ควรเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพ ได้แก่ ไม้ผล เช่น
ลองกอง ลางสาด ละมุด กระท้อน มะปรางหวาน ส้มติดเปลือก (ส้มเกลี้ยง) ท้อ ระกำ
อะโวกาโด มะเฟือง กล้วย แฟสชั่นฟรุท แอปเปิ้ล บ๊วย สาลี่ พลับ พลัม เนคทารีน ดูกู
จำปาดะ องุ่น พืชผัก เช่น กุ๋ยช่าย แครอท แตงโม ชาโมเต้ ไม้ดอกไม้ประดับ
เช่น มะลิ หน้าวัว เฟิร์น เยอบีร่า กระเจียว ปาล์มประดับ ลิลลี่ คาร์เนชั่น สะแตติส
โปรเดีย จิปโซฟิลล่า ดาวเรือง เอื้องแซะ กล้วยไม้ดิน สมุนไพรและเครื่องเทศ
เช่น กานพลู ขมิ้น บุก วานิลา ข่า กฤษณา พืชสวนอุตสหกรรม เช่น มันฮ่อ เกาลัด
เก๊กฮวย ไพรีทรัม
          
ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (2540-2544)


มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยเป็นอย่างมากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ส่งผลให้กระบวนการโลกาภิวัตน์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและการเปิดตลาดเสรีทางด้านการค้าของโลกมีมากขึ้น ทำให้เกิดเงื่อนไขใหม่ๆ
ที่เป็นข้อกีดกันทางการค้าตามมา แผนพัฒนาพืช แบ่งออกเป็น 8 แผน คือ
                    1.  แผนพัฒนาไม้ผล ได้แก่ ทุเรียน ส้มโอ สับปะรด ลำไย มังคุด
มะม่วง และส้มเขียวหวาน
                    2.  แผนพัฒนาพืชผักและเห็ด ได้แก่ พริกชี้ฟ้า หน่อไม้ฝรั่ง
พริกขี้หนู ข้าวโพดฝักอ่อน และข้าวโพดหวาน กระเจี๊ยบเขียว มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว
หอมหัวใหญ่ กระเทียม ไผ่ตง และเห็ด
 

                    3.  แผนพัฒนาพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ ได้แก่ พริกไทย ไพล
ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร วนิลา อบเชย บุก ดองดึงส์ เป็นต้น
 

                    4.  แผนพัฒนาหม่อนไหม 
                    5.  แผนพัฒนายางพารา 
                    6.  แผนพัฒนาไม้ดอกไม้ประดับ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มกล้วยไม้
กลุ่มไม้ดอกเมืองร้อน เช่น ธรรมรักษา ดาหลา ขิงแดง ขิงชมพู เอื้องหมายนา
หน้าวัว ปทุมมา กลุ่มไม้ดอกเมืองหนาว เช่น ลิลลี่ คาร์เนชั่น จิปโซฟิลล่า
ไลอะทิส และไม้ดอกกึ่งเมืองหนาว เช่น กุหลาบ เบญจมาศ เยอบีร่ายุโรป
แกลดิโอลัส กลุ่มไม้ดอกและไม้ประดับที่ปลูกในกระถาง เช่น คริสมัส เฟื่องฟ้า
โป๊ยเซียน กุหลาบหิน ดาวเรือง วาสนา ไทร โกสน สาวน้อยประแป้ง แค๊กตัส และหน้าวัว 
                    7.  แผนพัฒนาพืชอุตสาหกรรม ได้แก่ กาแฟ ชา โกโก้ มะคาเดเมีย
 

                    8.  แผนพัฒนามะพร้าว และปาล์มน้ำมัน


สถานการณ์ และความสำคัญของพืชสวนในอดีตถึงปัจจุบัน
สถานการณ์และความสำคัญของไม้ผล

          กรมส่งเสริมการเกษตร
รายงานว่าปริมาณการส่งออกผลไม้สดและผลิตภัณฑ์ใน ปี พ.ศ. 2540 เป็น 865,917 ตัน
และเพิ่มเป็น 1,160,452 ตัน ในปี พ.ศ. 2544 คิดเป็นมูลค่า 23,215.2 และ 30,443.9
ล้านบาท ตามลำดับ และในปี พ.ศ. 2545 มีพื้นที่ปลูกไม้ผล 5.7 ล้านไร่ ผลผลิต 10.36
ล้านตัน (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2545) ซึ่งเป็นปริมาณและมูลค่ามหาศาล
เมื่อเทียบกับการส่งออกสินค้าเกษตรอีกหลายชนิด 
          ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 ได้กำหนดให้ไม้ผล 18 ชนิด ได้แก่
กล้วย เงาะ ทุเรียน ฝรั่ง มะพร้าวอ่อน มะม่วง มะละกอ มังคุด ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย
ส้มโอ องุ่น ท้อ พลับ พลัม สาลี่ และ สตรอเบอรี่
          แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 กำหนดไม้ผลหลัก 7 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน,
ส้มโอ, สับปะรด, ลำไย, มังคุด, มะม่วง และส้มเขียวหวาน
เป็นสินค้าพืชสวนที่มีศักยภาพในการพัฒนาและมีลู่ทางการตลาด แม้ว่าไม้ผลเหล่านี้จะมี
ศักยภาพในการพัฒนาและส่งออก แต่ในกระบวนการผลิตก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคที่ต้องแก้ไข
ได้แก่ ปัญหาด้านการผลิต เช่น ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ
ปริมาณผลผลิตไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
เทคโนโลยีการผลิตยังไม่ถูกต้องและเหมาะสม ขาดพันธุ์ดี
ผลผลิตมีมากช่วงกลางฤดูการผลิตและมีการแข่งขันด้านการตลาดกับสินค้าชนิดอื่น
ขาดอุตสาหกรรมแปรรูป และอุตสาหกรรมเสริม
และวิธีการปฏิบัติและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวไม่เหมาะสม และปัญหาด้นการตลาด
เช่น ระบบตลาด และไม่มีการวิจัยและวางแผนการตลาดที่เหมาะสม
ดังนั้นเพื่อที่จะผลิตผลิตผลที่มีปริมาณและคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
จึงได้วิจัยและพัฒนาพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน เช่น เงาะ ทุเรียน
และมังคุด เป็นต้น เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ตรงตามความต้องการของตลาด
และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่หรือแหล่งปลูก

 



สถานการณ์ และความสำคัญของพืชผัก

          
การผลิตพืชผักของไทยส่วนใหญ่
ใช้เพื่อบริโภคภายในประเทศ การส่งออกมีเฉพาะบางชนิดเท่านั้น เช่น หน่อไม้ฝรั่ง
กระเจี๊ยบเขียว เป็นต้น มูลค่าการส่งออกพืชผักรวมผลิตภัณฑ์แปรรูป 11,000-13,000
ล้านบาท/ปี แต่เนื่องจากข้อตกลงการค้าเสรีของ WTOจึงทำให้การผลิตพืชผักของไทยหลายชนิดอาจได้รับผลกระทบประกอบกับพืชผักเป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย อายุการวางจำหน่ายสั้น
การเพาะปลูกเป็นไปโดยเสรีและตามสภาพของปัจจัยการผลิตไม่มีการกำกับดูแลในขั้นตอนการผลิตผู้ผลิตไม่ได้คำนึงถึงมาตรฐานของสินค้าจึงทำให้ปริมาณการส่งออกพืชผักค่อนข้างจำกัด
อย่างไรก็ตามสภาวะการปัจจุบันของการผลิตและการตลาดพืชผักอาจแบ่งชนิดของสินค้าพืชผักออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มพืชผักเพื่อการส่งออก ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว
พริก และ ขิง เป็นต้น กลุ่มพืชผักผลิตเพื่อใช้ภายในประเทศ ได้แก่ มันฝรั่ง
กระเทียม หอมหัวใหญ่ แตงกวา และพืชผักอื่นๆ ฯลฯ และ
กลุ่มพืชผักที่มีศักยภาพในอนาคต
ได้แก่ ไผ่ (หน่อไม้) มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว
แตงโม เป็นต้น
          
ในแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 7
ได้ปรับโครงสร้างการผลิต
โดยสนับสนุนให้เกษตรกรกระจายการผลิตจากสินค้าเกษตรดั้งเดิมไปสู่สินค้าชนิดอื่นๆ
ที่มีลู่ทางการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศดี เป้าหมายเพื่อเพิ่มและขยายการผลิต
โดยเฉพาะการผลิตเพื่ออุตสาหกรรม แต่ในกระบวนการผลิตก็ยังมีปัญหาและอุปสรรค ได้แก่
ปัญหาด้านการผลิต เช่น ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตผัก
ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เนื่องจากขาดแคลนพันธุ์ที่เหมาะสม ฯ
แรงงานและปัจจัยการผลิตต่างๆ หายาก และราคาแพง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง
และไม่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และปัญหาด้นการตลาด เช่น
ผักมีราคาต่ำและไม่แน่นอน ผลผลิตผักบางชนิดยังไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงและคุณภาพไม่ตรงตามความต้องการของตลาด
สิ่งอำนวยความสะดวกในการตลาดไม่เพียงพอ
จึงจำเป็นที่จะต้องวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์
เน้นเพิ่มคุณภาพให้ได้ตามมาตรฐานของตลาด มีความต้านทานต่อโรคและแมลง
มีความทนทานต่อการเน่าเสียระหว่างขนส่งและการเก็บรักษา
รวมทั้งวิจัยและพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้พอเพียงต่อความต้องการใช้ภายในประเทศและการส่งออก
          
ในแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 8
เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาด้านการผลิต
เช่น คุณภาพของผลผลิตต่ำ
และมีปริมาณไม่สม่ำเสมอไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เนื่องจากฤดูกาล
พันธุ์ที่ใช้ในแหล่งปลูกไม่เหมาะสม ปัญหาเรื่องโรคและแมลง
ขาดการใช้ปัจจัยการผลิตไม่เหมาะสม
และการจัดการด้านวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวยังไม่เหมาะสม นอกจากนี้ต้นทุนการผลิตสูง
และผักหลายชนิดยังมีสารพิษตกค้างอยู่ในปริมาณที่สูง และปัญหาด้านการตลาด
เช่น ราคาผักไม่มีเสถียรภาพ ผลผลิตผักหลายชนิดไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง และสิ่งอำนวยความสะดวกในการตลาดไม่เพียงพอ
โดยเฉพาะในสินค้าส่งออก
ดังนั้นเพื่อให้ได้สินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกทั้งในรูปผักสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ
จึงได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
สอดคล้องกับความต้องการภายในประเทศ สามารถขยายตลาดส่งออกและทดแทนการนำเข้าได้


สถานการณ์ และความสำคัญของพืชสวนอุตสาหกรรม

          พืชที่จัดอยู่ในกลุ่มพืชสวนอุตสาหกรรม
 ได้แก่  กาแฟ  มะพร้าว  ปาล์มน้ำมัน โกโก้  ชา สับปะรด เกาลัดจีน มะคาเดเมีย
และมะม่วงหิมพานต์ ผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่ใช้เพื่อบริโภคภายในประเทศ
การส่งออกมีเฉพาะบางชนิดเท่านั้น เช่น กาแฟโรบัสต้า มะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น
สำหรับกาแฟอาราบิก้า โกโก้ มะคาเดเมีย ในปัจจุบันผลผลิตยังไม่เพียงพอ
มีการนำเข้าจากต่างประเทศ
ส่วนชานั้นมีเพียงบางส่วนที่ส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ
แต่ก็มีการนำเข้าชาที่มีคุณภาพดีด้วยเช่นกัน
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรโดยความร่วมมือของกรมศุลกากร
รายงานว่าปริมาณการส่งออกพืชสวนอุตสาหกรรม (มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน มะม่วงหิมพานต์
โกโก้ ชา และกาแฟ) ในปี 2545 ของไทย คือ 42,526 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่ารวม
1,095,280,000 บาท หรือ 1,095 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามพืชสวนอุตสาหกรรมก็ยังมีข้อจำกัดและปัญหาอยู่หลายประการ ได้แก่
ปัญหาด้านการผลิต
เช่น ต้นทุนการผลิตต่อไร่สูง
ผลผลิตต่อไร่ต่ำและคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ขาดพันธุ์ที่ เหมาะสม ขาดแคลนแหล่งน้ำ
และแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ขาดอุตสาหกรรมแปรรูปและอุตสาหกรรมเสริม
และปัญหาด้านการตลาด เช่น ด้านราคา โดยเฉพาะราคาเมล็ดกาแฟ
ซึ่งจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามภาวะราคาของตลาดโลก
และขาดองค์กรหรือกลุ่มของเกษตรกรเพื่อดำเนินการด้านแหล่งเงินทุน การตลาด
และปรับปรุงคุณภาพ
ดังนั้นเพื่อเพื่อปรับปรุงให้ผลิตผลมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด
จึงจำเป็นที่จะต้องวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ ให้ได้พันธุ์ที่มีคุณภาพ
ให้ผลผลิตสูง ได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด
และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่หรือแหล่งปลูก

 


สถานการณ์ และความสำคัญของไม้ดอกไม้ประดับ

          ไม้ดอกไม้ประดับเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย
ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การปลูกไม้ดอกไม้ประดับมีการขยายพื้นที่ปลูกจาก 41,390 ไร่
ในปี พ.ศ. 2537 เพิ่มขึ้นเป็น 54,000 ไร่ ในปี 2543 (กรมส่งเสริมการเกษตร)
โดยมีปริมาณการส่งออกรวมในปี พ.ศ. 2545 รวม 55,812 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2,085.708
ล้านบาท มีการนำเข้า 14,171 ตัน มูลค่า 183.49 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2542
เนเธอร์แลนด์มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด รองลงมาเป็น โคลัมเบีย อิตาลี เดนมาร์ก
และเบลเยี่ยม ตามลำดับ ส่วนไทย อยู่อันดับที่ 16 ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย
ซึ่งไม้ดอกไม้ประดับแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับเพื่อการส่งออก
เช่น กล้วยไม้ ปทุมมา กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับที่มีศักยภาพ
เป็นพวกที่มีความต้องการใช้ในประเทศ และบางส่วนสามารถส่งออก
แม้ยังมีมูลค่าไม่มากนักแต่มีแนวโน้มว่ามีการส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น กุหลาบ บัวหลวง
ไม้หัวเมืองร้อน (กระเจียว ไม้ใบ บอนสี ว่านสี่ทิศ) และ
กลุ่มเพื่อใช้ภายในประเทศ
ได้แก่ เยอบีร่า หน้าวัว แกลดิโอลัส เบญจมาศ มะลิ
ซ่อนกลิ่นไทย ลิลลี่ ดาวเรือง วงศ์ขิง (ดาหลา และขิงแดง)
          เนื่องจากไม้ดอกประดับเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูงและทำรายได้ให้แก่ผู้ปลูกมากเมื่อเทียบกับพืชอื่นอีกหลายชนิด
ดังนั้นจึงได้มีการกำหนดนโยบายในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7
(2535-2539)

ให้ดำเนินการวิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตของไม้ดอกไม้ประดับโดยเน้นการวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ที่มีลักษณะแปลกใหม่
ให้ผลผลิตสูง คุณภาพดี อายุการใช้งานนาน ทนทานต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง
และทนทานต่อการขนส่ง
เพื่อจะเป็นการช่วยลดปัญหาที่เกิดจากการผลิตและการตลาดของไม้ดอกไม้ประดับของไทยที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในช่วง
10 ปีที่ผ่านมา ปัญหาและข้อจำกัด ได้แก่ ปัญหาการผลิต เช่น
ขาดพันธุ์ดีที่ตลาดต้องการและขาดต้นพันธุ์ในการผลิต
ระบบการผลิตเป็นแบบดั้งเดิมทำให้ผลผลิตไม่ได้ปริมาณและคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ข้อมูลความรู้ทางด้านวิชาการและเทคโนโลยีการผลิตเชิงอุตสาหกรรมยังมีน้อย
ขาดระบบข้อมูลข่าวที่มีประสิทธิภาพ
เจ้าหน้าที่และเกษตรกรยังขาดความรู้และความชำนาญในการผลิต และปัญหาด้านการตลาด เช่น
คุณภาพของผลผลิตส่วนใหญ่ยังต่ำและมีอายุการใช้งานสั้น
ขาดระบบข้อมูลความต้องการของตลาด ปริมาณผลผลิตไม่สม่ำเสมอ
และราคาของผลผลิตไม่แน่นอนเปลี่ยนแปลงเร็ว


สถานการณ์ และความสำคัญของพืชสมุนไพร

          ประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศ
และภูมิอากาศที่เหมาะสมทำให้มีพืชสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคแพร่กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ
มากกว่า 779 ชนิด พืชสมุนไพรของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยตลอด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 2540 และ 2541 ที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรง
แต่สินค้าสมุนไพรสามารถส่งออกเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่าส่งออก (ไม่รวมพริกไทย) 1,107.3
และ 1,705.8 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 54.05
ขณะเดียวกันการนำเข้าก็มีแนวโน้มลดลง คือ ในปี 2541 มีมูลค่านำเข้า (ไม่รวมพริกไทย)
1,268 ล้านบาท ลดลงจากปี 2540 ซึ่งมีมูลค่า 1,481 ล้านบาท
ตลาดที่สำคัญของพืชสมุนไพร
ได้แก่ ประเทศในแถบอเมริกาเหนือ ยุโรป ตะวันออกกลาง
ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน เกาหลี รวมทั้งประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์
เวียดนาม และ ลาว เป็นต้น จากทิศทางและมูลค่าการส่งออกและนำเข้า
แสดงให้เห็นว่าตลาดโลกยังมีความต้องการสมุนไพรอยู่ในระดับที่สูง
จึงเป็นกลุ่มของพืชที่มีศักยภาพทางการค้า โอกาสพัฒนาสูง
และมีความสำคัญต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน
          
ในแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 7
เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาด้านการผลิต เช่น
คุณภาพผลิตผลยังไม่ดีพอจะแข่งขันในตลาดโลก ต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง
การผลิตในเชิงการค้ายังขาดข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งชนิดพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิต และปัญหาด้านการตลาด
เช่น ราคาสินค้าพืชสมุนไพรมีความแปรปรวน ไม่สม่ำเสมอ เป็นกลุ่มพืชที่มีความหลากหลาย
แต่ละชนิดมีมูลค่าการนำเข้าส่งออกน้อยมาก (ยกเว้นพริกไทย)
รวมทั้งไม่มีความสม่ำเสมอในแต่ละปี และขาดข้อมูลด้านการตลาด
จึงได้มีการรวบรวมพันธุ์และอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศเพื่อมิให้สูญพันธุ์
และนำมาใช้ได้ในอนาคต รวมทั้งวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์ให้ได้คุณภาพดี
ผลผลิตสูงเจริญเติบโตเร็ว
เหมาะสมกับสภาพในแต่ละท้องถิ่นและได้มาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ
          
ในแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 8
ประเทศไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจ
แต่กระแสการตื่นตัวต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวตะวันตก
กระตุ้นให้คนไทยสนใจปัญหาเรื่องสุขภาพอนามัย
จึงทำให้พืชสมุนไพรเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง มีการเพาะปลูกและแปรรูปจำหน่าย
แต่ยังมีข้อจำกัดคือเพื่อใช้ภายในประเทศเป็นหลัก
แม้ว่าวัตถุดิบบางส่วนสามารถส่งจำหน่ายต่างประเทศและทดแทนการนำเข้า
แต่ก็จัดว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับศักยภาพ
ทั้งด้านการผลิตและชนิดพืชสมุนไพรของประเทศไทย
แต่การผลิตก็ยังมีปัญหาและข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่ ปัญหาด้านการผลิต เช่น
ขาดแหล่งพันธุ์และไม่มีการกระจายพันธุ์ไปสู่เกษตรกร
ขาดพันธุ์พืชสมุนไพรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานในการผลิตและการตลาด
ขาดเทคโนโลยีการผลิต การเก็บเกี่ยว และการเก็บรักษาที่เหมาะสม
ปริมาณและคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ขาดการวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์ในรูปแบบครบวงจร
ขาดเทคโนโลยีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร
และขาดมาตรฐานในการตรวจสอบเพื่อใช้ในการรับรองคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของตลาดโลก
และปัญหาด้านการตลาด เช่น
ข้อมูลการตลาดทั้งในและต่างประเทศไม่ชัดเจนและค่อนข้างปกปิด
ราคาไม่แน่นอนขึ้นกับปริมาณที่เข้าสู่ตลาดและคุณภาพผลผลิต
และผู้ประกอบการยังขาดความรับผิดชอบในเรื่องมาตรฐานวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์
ทั้งนี้เพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพการผลิตพืชสมุนไพรให้ทันสมัยและได้มาตรฐานสากล
สามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้
          
ในสถานการณ์ปัจจุบัน
พืชสมุนไพรมีโอกาสและศักยภาพในการพัฒนาสูง
เนื่องจากตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความต้องการสมุนไพรหลากหลายชนิดและสรรพคุณ
ทั้งในรูปของสด แห้ง หรือบดเป็นผล สารสกัดอย่างหยาบ (ต้องการมาก) สารสกัดบริสุทธิ์
และผลิตภัณฑ์ ถึงแม้ว่าพืชสมุนไพรจะมีข้อจำกัดในการพัฒนา ได้แก่
แหล่งเพาะปลูกมีน้อย ขาดการศึกษาวิจัยและพัฒนาจากพืชป่ามาสู่การเพาะปลูกที่เป็นระบบ
ขาดข้อมูลวิธีการเพาะปลูกที่ดีและเหมาะสม
รวมไปถึงการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษาผลผลิตเพื่อให้คงคุณภาพให้สม่ำเสมอ และ
การที่เก็บสมุนไพรจากป่าเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จึงทำให้การพัฒนาเป็นไปด้วยความล่าช้า เป้าหมายในการพัฒนาพืชสมุนไพร
เพื่อที่จะทำให้ประชาชนมีความรู้เรื่องสมุนไพรเพิ่มขึ้น มีการเพาะปลูก
และใช้สมุนไพรเป็นยาตามสาธารณสุขมูลฐานในครัวเรือน ปลูกเป็นการค้า
หรือในการอารักขาพืชและสัตว์กันแพร่หลายยิ่งขึ้น
มีการพัฒนาการผลิตและแปรรูปสินค้าสมุนไพรสร้างอาชีพ และรายได้ สามารถขยายการผลิต
เพิ่มความหลากหลายของสินค้าและผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสแข่งขัน เพิ่มมูลค่าการส่งออก
และลดการนำเข้าได้มากยิ่งขึ้น และนอกจากนี้ยังลดค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข
และการอารักขาพืชผลการเกษตรของประเทศอีกด้วย

 



การปรับปรุงพันธุ์พืช

กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดประเภทพันธุ์พืช ไว้ดังนี้

          พันธุ์ทั่วไป
(general variety) หมายถึง พันธุ์พื้นเมือง
หรือพันธุ์ที่นำมาจากแหล่งอื่นและใช้ปลูกกันทั่วไป
ซึ่งยังมิได้ผ่านการพิจารณาให้เป็นพันธุ์แนะนำ
หรือพันธุ์รับรองหรือพันธุ์ขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร
          
พันธุ์แนะนำ
(recommended
variety) หมายถึง พันธุ์พื้นเมืองหรือพันธุ์ที่นำมาจากแหล่งอื่นๆ
และใช้ปลูกกันทั่วไป
รวมทั้งพันธุ์ที่ผ่านการพัฒนาหรือปรับปรุงตามขั้นตอนทางวิชาการมีข้อมูลสนับสนุนพอสมควร
และมีลักษณะดีที่เหมาะสมจะแนะนำให้ใช้ประโยชน์
ทั้งนี้จะต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากกรมวิชาการเกษตร
          
พันธุ์รับรอง
(certified
variety) หมายถึง พันธุ์ที่ผ่านการพัฒนา หรือปรับปรุงตามขั้นตอนทางวิชาการ
และผ่านการพิจารณาจากกรมวิชาการเกษตร
โดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตรออกประกาศเป็นพันธุ์รับรอง
          
พันธุ์ขึ้นทะเบียน
(registered
variety) หมายถึง
พันธุ์ทั่วไปหรือพันธุ์แนะนำหรือพันธุ์รับรองที่ผ่านการพิจารณาขึ้นทะเบียนตาม
พระราชบัญญัติพันธุ์พืช โดยอธิบดีกรมวิชการเกษตรออกหนังสือให้เป็นพันธุ์ขึ้นทะเบียน


การปรับปรุงพันธุ์พืชสวนในอดีต (2515-2545)
          สถาบันวิจัยพืชสวนได้เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว
จึงได้ทำวิจัยและพัฒนาพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งไม้ผล พืชผัก ไม้ดอก-ไม้ประดับ
พืชสวนอุตสาหกรรม และพืชสมุนไพร-เครื่องเทศ
ซึ่งการปรับปรุงพันธุ์พืชสวนได้ดำเนินการตามขั้นตอนตั้งแต่การแนะนำพันธุ์
การศึกษาลักษณะประจำพันธุ์และประเมินคุณค่า การคัดเลือกพันธุ์ เช่น
พันธุ์ดีเด่นที่มีศักยภาพ การผสมพันธุ์ การเปรียบเทียบและคัดเลือกพันธุ์ลูกผสม
การทดสอบพันธุ์ในสภาพท้องถิ่นและแปลงเกษตรกร พันธุ์แนะนำ/รับรอง
ขยาย/ผลิตพันธุ์สู่เกษตรกร ซึ่งมีพืชสวนหลายชนิดที่ดำเนินการ มีดังนี้
          
กลุ่มไม้ผล
ได้แก่ ทุเรียน สับปะรด มะม่วง มะละกอ ส้มโอ ลิ้นจี่ ส้มเขียวหวาน มะนาว
          
กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ
ได้แก่ ปทุมมาและกระเจียว หน้าวัว ดาหลา เบญจมาศ ลิลลี่ และเยอบีร่า
          
กลุ่มพืชสวนอุตสาหกรรม
ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน กาแฟ มะพร้าว มะคาเดเมีย ชา
          
กลุ่มพืชผัก
ได้แก่ มันฝรั่ง กระเทียม หอมหัวใหญ่ หอมแดง หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ พริก
กระเจี๊ยบเขียว ถั่วลันเตา มันเทศ เผือก เห็ด
          
กลุ่มพืชสมุนไพร
ได้แก่ พริกไทย ขมิ้นชัน วานิลลา อบเชย หมาก ส้มแขก

 

          ผลงานที่ผ่านมาได้รับความสำเร็จระดับหนึ่ง โดยในรอบ
30 ปี (2515-2545) ได้ผลงานวิจัยพันธุ์พืชสวนที่เป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตร
11 ชนิดพืช 15 สายพันธุ์, พันธุ์แนะนำ 12 ชนิดพืช 21 สายพันธุ์
และสายพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการวิจัย เพื่อออกเป็นพันธุ์แนะนำหรือรับรอง 17 ชนิดพืช
60 สายพันธุ์ รวมทั้งสิ้น 40 ชนิดพืช 96 สายพันธุ์ ดังนี้


     พันธุ์รับรอง
          –  กลุ่มพืชผัก

7 ชนิดพืช 8 สายพันธุ์ ได้แก่ ผักกาดหัว (พันธุ์แม่โจ้ 1), คะน้า (พันธุ์แม่โจ้ 1),
ผักบุ้ง (พันธุ์พิจิตร 1), พริกขี้หนู (พันธุ์ห้วยสีทน 1), พริกชี้ฟ้า
(พันธุ์พิจิตร 1), มะเขือเทศ (พันธุ์ศรีสะเกษ 1), ถั่วลันเตา (พันธุ์แม่โจ้ 1),
ถั่วลันเตา (พันธุ์แม่โจ้ 2)
 
          – 
กลุ่มพืชหัว
1
ชนิดพืช 1 สายพันธุ์ ได้แก่ มันฝรั่ง (พันธุ์ฝาง 60)
 

          –  กลุ่มพืชสวนอุตสาหกรรม

3 ชนิดพืช 6 สายพันธุ์ ได้แก่ มะม่วงหิมพานต์ (พันธุ์ ศก. 60-1), มะม่วงหิมพานต์
(พันธุ์ ศก. 60-2), โกโก้ (พันธุ์ลูกผสมชุมพร 1), มะพร้าว (สวีลูกผสม 1), มะพร้าว
(ชุมพรลูกผสม 60), มะพร้าว (ชุมพรลูกผสม 2)

     พันธุ์แนะนำ 
          –  กลุ่มพืชผัก

1 ชนิดพืช 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ถั่วลันเตา (พันธุ์ฝักเล็กเชียงราย), ถั่วลันเตา
(พันธุ์ฝักใหญ่เชียงราย)
 

          –  กลุ่มพืชหัว

2 ชนิดพืช 2 สายพันธุ์ ได้แก่ เผือก (พันธุ์พิจิตร 1), มันเทศ (พันธุ์พิจิตร)
          –  
กลุ่มไม้ผล
7 ชนิดพืช 11 สายพันธุ์ ได้แก่ ทุเรียน (พันธุ์หมอนทองสันต์จันทบุรี), ทุเรียน
(พันธุ์ก้านยาวอารีย์จันทบุรี), ทุเรียน (พันธุ์ชะนีชาญชัยจันทบุรี), มะละกอ
(พันธุ์แขกดำศรีสะเกษ), มะละกอ (พันธุ์ลูกผสมพันธุ์พิจิตร), มะละกอ
(พันธุ์แขกดำท่าพระหรือท่าพระ 2), ส้มโอ (ท่าข่อยบุญยงค์พิจิตร), สับปะรด
(พันธุ์เพชรบุรี), เงาะ (พลิ้ว เบอร์ 3), มะม่วงแก้ว (พันธุ์ศรีสะเกษ 007),
มะขามเปรี้ยว (พันธุ์ศรีสะเกษ 019)
 

          –  กลุ่มพืชสวนอุตสาหกรรม

2 ชนิดพืช 6 สายพันธุ์ ได้แก่ มะคาเดเมีย (พันธุ์เชียงใหม่ 400), มะคาเดเมีย
(พันธุ์เชียงใหม่ 700), มะคาเดเมีย (พันธุ์เชียงใหม่ 1000), ปาล์มน้ำมัน
(พันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 1), ปาล์มน้ำมัน (พันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 2),
ปาล์มน้ำมัน (พันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 3)


พันธุ์ที่อยู่ระหว่างวิจัยเป็นพันธุ์แนะนำหรือรับรอง

          – กลุ่มพืชผัก
4 ชนิดพืช 6 สายพันธุ์ได้แก่ ผักกาดขาวปลี (พันธุ์ลูกผสมฝาง 21), ถั่วฝักยาว
(พันธุ์น่าน YBR 8-1 หรือ YB 20), ถั่วฝักยาว (พันธุ์ PYB 8), แตงกวาลูกผสม (พันธุ์
CB-Astar 17-2-2), แตงกวาลูกผสม (พันธุ์ SCB 7-2-2), กุยช่าย (พันธุ์ พจ. 166)
 

          – กลุ่มพืชหัว

1 ชนิดพืช 2 สายพันธุ์ ได้แก่ มันฝรั่ง [พันธุ์ FLS-12 (CIP 385131.52)], มันฝรั่ง
[พันธุ์ FLS-13 (CIP 385144.31)]
 

          – กลุ่มไม้ผล

5 ชนิดพืช 8 สายพันธุ์ ได้แก่ มะละกอ (พันธุ์ท่าพระ 3), ทุเรียนลูกผสม (หมายเลข
10-251-8-1), ทุเรียนลูกผสม (หมายเลข ICNxM5-1-1), ทุเรียนลูกผสม (หมายเลข ICN
7-5-2-2), มะม่วงจันทบุรี 1 (ลูกผสม KS 2), มะม่วงจันทบุรี 2 (ลูกผสม ANN4),
ลิ้นจี่ลูกผสม (พันธุ์ ฝาง 28), ฝรั่ง (พันธุ์ พจ. 13-10)
 

          –  กลุ่มพืชสวนอุตสาหกรรม

3 ชนิดพืช 5 สายพันธุ์ได้แก่ ชา [แม่จอนหลวง เบอร์ 2 (MCL # 2)], ชา [แม่จอนหลวง
เบอร์ 3 (MCL # 3)], มะพร้าว (น้ำหอม), กาแฟ (อาราบิก้า), กาแฟ (โรบัสต้า สายพันธุ์
1/11)
 

          –  กลุ่มไม้ดอก

4 ชนิดพืช 39 สายพันธุ์ได้แก่ หน้าวัว (ห้างฉัตร 001-34), หน้าวัว (ห้างฉัตร
002-019), หน้าวัว (ห้างฉัตร 003-044), หน้าวัว (ห้างฉัตร 004-066), หน้าวัว
(ห้างฉัตร 005-067), หน้าวัว (พันธุ์ฝาง -09), หน้าวัว (พันธุ์ฝาง-32), หน้าวัว
(พันธุ์นาไก), หน้าวัว (ลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย 201-3), หน้าวัว
(ลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย 107-2), หน้าวัว (ลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย 021-4),
หน้าวัว (เปลวเทียนลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย 101-4), หน้าวัว
(เปลวเทียนลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย 006-1), หน้าวัว
(เปลวเทียนลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย T7), ปทุมมา (พันธุ์ PP-PP-01-4), ปทุมมา
(พันธุ์ AP-AW-01-4), ปทุมมา (พันธุ์ CM-P-M-4), ปทุมมา (พันธุ์ CM-P-M-2), ปทุมมา
(พันธุ์ AP-WG-01-2), ปทุมมา (พันธุ์ AW-LP-01-3), ดาหลา (พันธุ์ ตรัง 0403), ดาหลา
(พันธุ์ ตรัง 0407), ดาหลา (พันธุ์ ตรัง 0501), ดาหลา (พันธุ์ ตรัง 0701), ดาหลา
(พันธุ์ แดงดกธารโต), ดาหลา (พันธุ์ บัวแดงเล็ก), ดาหลา (พันธุ์ ชมพูดกธารโต),
ดาหลา (พันธุ์ บานเย็นธารโต), ดาหลา (พันธุ์ บัวชมพูเล็ก), ว่านสีทิศ (พันธุ์ วาวี
01), ว่านสีทิศ (พันธุ์ วาวี 02), ว่านสีทิศ (พันธุ์ วาวี 03), ว่านสีทิศ (พันธุ์
วาวี 04), ว่านสีทิศ (พันธุ์ วาวี 05), ว่านสีทิศ (พันธุ์ วาวี 06), ว่านสี่ทิศ
(พันธุ์ ดอยช้าง 01), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์ ดอยช้าง 02), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์ ดอยช้าง
03), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์ ดอยช้าง 04)

          ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (2545-2549)
แบ่งสินค้าเกษตรหลักเป็น 5 กลุ่ม จำแนกเป็น

               1. กลุ่มพืชส่งออก

เป็นกลุ่มพืชที่ราคาในประเทศถูกกำหนดราคาจากต่างประเทศเพราะเป็นการส่งออกสินค้าขั้นปฐม
ซึ่งมีราคาต่ำและต้องแข่งขันกับประเทศที่กำลังพัฒนาที่มีค่าแรงต่ำกว่า
ทำให้ไม่สามารถขายได้ในราคาสูง
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพและผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมากในระยะเวลาสั้นๆ
ทำให้ราคาตกต่ำ ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย สับปะรด กาแฟ ลำไย ทุเรียน
ข้าวโพดฝักสด กล้วยไม้ เป็นต้น
 
               2.  กลุ่มพืชที่ผลิตใช้ภายในประเทศ
เป็นกลุ่มพืชที่ตลาดหลักอยู่ในประเทศ และมีการนำเข้าบางส่วน
เมื่อผลผลิตได้รับความเสียหาย หรือส่งออกในปีที่ผลผลผลิตให้ผลดีเกินความต้องการใช้
ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน มันฝรั่ง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น 
               3.  กลุ่มพืชผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ
เป็นกลุ่มพืชที่มีผลิตในประเทศแต่ปริมาณการผลิตมีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้
เนื่องจากสภาพดิน ฟ้า อากาศไม่เหมาะสม ตลอดจนไม่สามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้
จึงจำเป็นต้องนำเข้าเป็นจำนวนมาก ได้แก่ ถั่วเหลือง ฝ้าย ถั่วลิสง หม่อนไหม เป็นต้น
 
               4.  กลุ่มพืชที่มีศักยภาพในอนาคต
เป็นกลุ่มพืชที่มีศักยภาพการผลิต การแปรรูป
และสามารถพัฒนาคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของตลาดได้
สามารถพัฒนาเป็นสินค้าส่งออกใช้ในประเทศ หรือสามารถทดแทนพืชบางชนิดที่มีปัญหา
ได้แก่ มังคุด ส้มโอ ทานตะวัน ถั่วเขียว และงา เป็นต้น
 
               5.  กลุ่มพืชสมุนไพร
เป็นกลุ่มพืชที่มีความสำคัญด้านสาธารณสุข
และโภชนาการที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก
จึงจำเป็นต้องมีการอนุรักษ์และพัฒนาด้านการผลิตและการใช้ประโยชน์ให้เพียงพอต่อความต้องการด้านสาธารณสุขและด้านโภชนาการ
ทั้งเพื่อการใช้ในประเทศและเพื่อการส่งออก ได้แก่ บุก กวาวเครือ ดองดึง ขมิ้น
กระวาน เป็นต้น

 

คุณทรงพล  สมศรี
ผู้เขียน

นสพ. กสิกร ปีที่ 78 ฉบับที่ 4

powered by performancing firefox

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s